ไฮสปีดเทรนเวียดนาม

ผมชอบเดินทางไปประเทศสังคมนิยม ความสนใจพุ่งไปที่การอัปเดตพัฒนาการของบ้านเมืองเป็นพิเศษ ซึ่งไปแต่ละครั้งก็มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับคุณภาพชีวิตคนควบคู่กันไป

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

ผมชอบเดินทางไปประเทศสังคมนิยม ความสนใจพุ่งไปที่การอัปเดตพัฒนาการของบ้านเมืองเป็นพิเศษ ซึ่งไปแต่ละครั้งก็มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับคุณภาพชีวิตคนควบคู่กันไป

ปีนี้ผมไปจีน 1 ครั้งในเส้นทางอารยธรรมจีนโบราณทางตอนใต้ คือต้าหลี่-ลี่เจียง-แชงกรีล่า ที่เดี๋ยวนี้เชื่อมต่อกันด้วยถนนมอเตอร์เวย์ทันสมัย ควบคู่ไปกับรถไฟความเร็วสูงระดับ 200 กม./ชั่วโมงให้เลือก และก็ไปเวียดนามมา 2 ครั้ง

ไปตีกอล์ฟที่เมืองทะเลทรายสีแดงมุยเน่ และดาลัด เมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสสมัยเข้ามายึดครอง ซึ่งเป็นสนามภูเขาและมีที่พักสวยงามในสนามเลย และไปร่วมงานพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดเตนินห์ ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

บ้านเมืองเวียดนามพัฒนาไปเร็วมากครับ พัฒนาไปจัดระเบียบไป ผู้คนขยันขันแข็ง กระหายใคร่รู้ในระบบการศึกษาสมัยใหม่ อีกไม่เกินทศวรรษ คงจะได้เห็นระดับการพัฒนาเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทย

รถไฟความเร็วสูงหรือไฮสปีดเทรนเวียดนามวิ่งระหว่างเหนือสู่ใต้ จากฮานอยสู่โฮจิมินห์ ระยะทางกว่า 1,600 กม. ก็กำลังจะแจ้งเกิดในไม่ช้านี้

ผมชอบวิธีคิดในการบริหารจัดการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของเขามากครับ  แต่เดิมเริ่มแรกกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ทำการศึกษาเส้นทางเส้นนี้ กำหนดอัตราความเร็วของรถไว้ที่ 320 กม./ชั่วโมง ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 58,700 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็ในราว 1.8 ล้านล้านบาท

คงไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะจะเป็นภาระหนักต่องบประมาณ ซึ่งจะสูงกว่างบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมในปีงบประมาณหนึ่งถึง 50 เท่า แผนจะใช้ไฮสปีดเทรนความเร็ว 320 กม.ก็ถูกยกเลิกไป

วงเงินลงทุนมันขึ้นกับอัตราความเร็วรถที่ต้องการครับ กระทรวงวางแผนการลงทุนแห่งรัฐ เข้ามารับช่วงการศึกษาใหม่ในเส้นทางเดิม โดยตั้งโจทย์ให้เป็นความเร็วต่ำลงมาที่ 200 กม./ชั่วโมง ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ผ่านพื้นที่แคบ ๆ แต่เรียวยาวตั้งแต่เวียดนามภาคเหนือ ภาคกลาง ลงมาจนจรดภาคใต้ ระยะทางก็ประมาณเชียงใหม่-หาดใหญ่แหละครับ

เงินลงทุน ลดลงมากว่าครึ่ง จาก 58,700 ล้านเหรียญ ลงมาเหลือแค่ 26,000 ล้านเหรียญ

จาก 1.8 ล้านล้านบาท ก็ลดลงมาเหลือแค่ 806 แสนล้านบาทเท่านั้น

ขั้นตอนต่อจากนี้ไป นายกรัฐมนตรีเวียดนามจะนำเสนอโครงการเข้าสู่การอนุมัติเห็นชอบของสภาประชาชนแห่งชาติ คงได้เห็นการลงมือก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเวียดนาม ภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งอาจจะเร็วกว่าของไทยเราเป็นแน่

เมื่อเทียบกับของไทยเรา โครงการรถไฟฟ้าไทยจีน ที่เป็นเส้นทางย่อยของอภิมหาโปรเจกต์  “ 1 แถบ 1 เส้นทาง ”

จากคุนหมิงผ่านลาวมาเชื่อมเข้ากรุงเทพฯ จนบัดนี้แล้วก็ยังหาวงเงินลงทุนที่แน่นอนไม่ได้

มีแต่การวางเสาศิลาฤกษ์ที่สถานีปางอโศก ต.กลางดง จ.นครราชสีมาไปแล้ว และก็เพิ่งจะมีการอนุมัติว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาการก่อสร้างจากครม.ไปเมื่อสัก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจรจากันมา 10 กว่ารอบ ก็ยังหาข้อสรุปที่แน่นอนในเรื่องวงเงินลงทุนไม่ได้สักที

ก็เพราะตัดสินใจทำโครงการใหญ่โดยขาดแผนศึกษารองรับนี่แหละ ฝ่ายจีนถึงได้เขกเอาๆเพราะฝ่ายไทยไม่มีข้อมูลอะไรไปเจรจาต่อรองกับเขาเลย

นี่แค่ขั้นตอนการอนุมัติให้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ต่อไปก็ต้องไปเปิดประมูลหาตัวบริษัทที่ปรึกษา ได้ตัวบริษัทฯ มาหลังจากการเจรจาคืบหน้าไป 20-30 รอบ ก็ไม่รู้ว่าจะไปขอต่อรองอะไรได้ เพราะการเจรจาที่ผ่าน ๆ มาก็คงจะเพลี่ยง

พล้ำเสียท่าให้เขาตลอดทางนั่นแหละ

ในโอกาสได้ครม.เสียที ก็ขออวยพรให้โชคดี ปรับปรุงวิธีบริหารจัดการงานสมัยใหม่สักหน่อย และขอให้เป็นมืออาชีพมากกว่าเดิม