พาราสาวะถี

ยังตอกย้ำไปที่นักข่าวด้วยถ้อยคำที่คนฟังก็รู้ว่าผู้พูดมีเป้าหมายเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็น “อย่านำเสนอเรื่องไร้สาระให้มาก” หรือ “ใครจะเลื่อยก็ปล่อยไปเหอะ” หากสิ่งที่พูดหมายถึงต้องการให้ทุกคนลืมเรื่องที่ตัวเองทำผิดพลาดอย่างมหันต์กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ตรงนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและแย่กว่าปมข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ที่ฝ่ายกุมอำนาจพยายามที่จะปลุกกระแส สร้างกลไกเพื่อใช้เล่นงานฝ่ายเห็นต่าง

อรชุน

ยังตอกย้ำไปที่นักข่าวด้วยถ้อยคำที่คนฟังก็รู้ว่าผู้พูดมีเป้าหมายเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็น “อย่านำเสนอเรื่องไร้สาระให้มาก” หรือ “ใครจะเลื่อยก็ปล่อยไปเหอะ” หากสิ่งที่พูดหมายถึงต้องการให้ทุกคนลืมเรื่องที่ตัวเองทำผิดพลาดอย่างมหันต์กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ตรงนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและแย่กว่าปมข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ที่ฝ่ายกุมอำนาจพยายามที่จะปลุกกระแส สร้างกลไกเพื่อใช้เล่นงานฝ่ายเห็นต่าง

เหตุที่เห็นว่าเลวร้าย เพราะคำกล่าวขอโทษและประกาศขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวกัน ก็เป็นเพียงแค่การแสดงหรือแสร้งว่าสำนึกผิดเพื่อลดกระแสที่ถาโถมเข้าใส่ แต่ในสำนึกกลับไปสำเหนียกว่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดไปนั้น ไม่สมควรให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นการทำผิดกฎหมายที่ตัวเองย้ำนักย้ำหนามาตั้งแต่ยึดอำนาจ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายโดยเคร่งครัด

ครั้นเมื่อทำผิดจะโดยเจตนาหรือไม่ ยิ่งถ้าไม่เจตนาสมควรต้องเร่งแสดงออกให้สังคมเห็นถึงความสำนึกผิดอย่างแท้จริงว่า จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นอย่างไร อย่าใช้คำว่าคนดีที่อุปโลกน์สร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มก้อนของตัวเองและการยอมรับของประชาชนบางส่วนมาเป็นเกราะกำบังแล้วอ้างว่า เมื่อคนดีทำผิดและพลาดด้วยการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่พรรคพวกของตัวเองเขียนขึ้นเอง ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เงียบ ๆ กันเข้าไปไว้เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเองอย่างนั้นหรือ

ถามถึงเนติบริกรข้างกาย ความจริงเริ่มไร้ราคานับตั้งแต่การแถไถประเด็นการสรรหาส.ว.ลากตั้งกันมาแล้ว มาถึงเรื่องนี้แรกเริ่มเดิมทีก็ยังพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจ แต่พอถูกขุดหนังสือที่ตัวเองเคยเขียนไว้ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้นแหละ ทุกอย่างจึงเงียบลงพร้อมกับโยนภาระหน้าที่ในการชี้แจงและแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปให้เป็นเรื่องของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีทางออกอย่างไร

ขณะที่กองเชียร์เผด็จการสืบทอดอำนาจก็เริ่มเห็นแล้วว่า สิ่งที่เป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร แต่ก็ยังไม่วายที่จะช่วยหาทางออกให้ พร้อม ๆ กับการแขวะไปยังฝ่ายค้านในทำนองให้เลิกพูดถึงเรื่องนี้แล้วเอาเวลาไปรับฟังปัญหาของประชาชนเพื่อที่รัฐบาลจะได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้เสียที คนพวกนี้ไม่รู้จะจัดเป็นประเภทไหน ในเมื่อปัญหาที่ว่านั้น ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลนำเสนอให้รัฐบาลรับทราบทุกสัปดาห์ผ่านเวทีประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ในยุคของ ชวน หลีกภัย ได้ให้เวลาสมาชิกไม่น้อยกว่าสัปดาห์และ 2-3 ชั่วโมงช่วยกันสะท้อนปัญหา เพื่อรัฐบาลจะได้นำไปแก้ไข นี่คือหน้าที่ที่ส.ส.เหล่านั้นได้ทำ ส่วนกระบวนการทำงานที่เรียกว่าตรวจสอบของฝ่ายค้านโดยเฉพาะกรณีการกระทำอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้น จะให้ปล่อยวาง เลิกพูดโดยที่คนทำผิดยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ คงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องกระมัง อยากถามเหมือนกันว่า หากเปลี่ยนตัวผู้นำเป็นคนอีกฝั่ง จะเรียกร้องให้รีบจบเรื่องแบบนี้ไหม

ชัดเจนในแง่ของความคิดและทัศนคติของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นกลาง (กระเท่เร่) คงไม่รู้จะหาทางช่วยยังไงในเมื่อมาสะดุดในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ หากมั่นใจว่าไม่มีอะไรเสียหาย นี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แค่ผู้นำขอโทษและประกาศรับผิดแต่เพียงผู้เดียวแล้วทุกอย่างจบ ก็ไม่ต้องไปแยแสฝ่ายค้าน ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่ต่อไปไม่ต้องพูดเรื่องเคารพกฎหมาย ไม่ต้องอ้างว่าทุกฝ่ายต้องทำตามกติกา ก็ขนาดกติกาที่ตัวเองเขียนขึ้นมาเองยังไม่ยอมทำตามแล้วจะให้คนอื่นทำตามได้อย่างไร

ผิดจริงหรือไม่ สมควรต้องทำอย่างไร หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ได้โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้แล้ว หากเห็นว่าไม่ครบถ้วนจริง ๆ นายกรัฐมนตรีสมควรทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยว่า“ต้องถวายสัตย์ฯ อีกครั้งหรือไม่ หรือจะมีพระราชประสงค์ ให้ดำเนินการอย่างไร” คงอยู่ที่คนทำผิดว่าจะรับในสิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะนี้ไปปฏิบัติหรือไม่ และถ้าจะทำต้องอย่าเงื้อง่าราคาแพง ความเสียหายของประเทศมันตีมูลค่าไม่ได้เทียบกับสิ่งที่ท่านผู้นำทำพลาด

อีกหนึ่งสิ่งที่สังคมควรจับตาคือท่าทีของ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศพาดพิงมีพรรคเกิดใหม่ใช้ข่าวปลอมปลุกปั่นคนรุ่นใหม่ ตรงนี้เป็นการสะท้อนความคิดและความรู้สึกของคนที่กุมขุมกำลังกองทัพที่มีต่อพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้เป็นอย่างดี และก็เป็นการพิสูจน์คำพูดของตัวท่านเองก่อนหน้าที่บอกว่า การเมืองให้ไปเล่นกันในสภา เป็นการสักแต่ว่าพูดเท่านั้น

การพูดพิงถึงพรรคการเมืองโดยตัวผู้นำกองทัพเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะมันเป็นการยืนยันตัวตนของคนที่พูดว่าด้วยสถานะที่เป็นอยู่นั้นวางตัวเป็นกลาง เป็นหลักให้คนทั้งประเทศเชื่อถือเชื่อมั่นหรือไม่ สิ่งที่พูดออกไปเป็นหลักฐานที่มัดแน่น ยิ่งพูดถึงเรื่องข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ด้วยแล้ว ก็อยากรู้เหมือนกันปฏิบัติการณ์ด้านข่าวสารหรือไอโอ รวมไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อที่ไปล้างสมองประชาชนในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั้น บอกหน่อยได้ไหมว่ามีเรื่องจริงกี่เปอร์เซ็นต์

ความจริงแล้วไม่ว่าพรรคใหม่ คนรุ่นใหม่หรือใครก็แล้วแต่ในยุคโซเซียลมีเดีย ต่างปรับตัวรู้เท่าทันข่าวสารที่แพร่สะพัดผ่านช่องทางต่าง ๆ อยู่แล้ว ยิ่งคนรุ่นใหม่ไม่ต้องให้ใครไปชี้นำ คนทำถูกและดีคนเหล่านั้นย่อมสนับสนุน ส่วนพวกทำชั่วทำเลวก็ต้องได้รับผลกรรมที่ก่อโดยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เว้นเสียแต่พวกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กลัวว่าคนรู้มากแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองและพวกทำไปนั้นมันล้าหลัง ไม่ทันสมัย และไม่ยินดีที่จะรับการตรวจสอบหรือปฏิรูปใดๆนั่นก็อีกเรื่อง