หุ้นเครื่องดื่มวิ่งสวนภาวะตลาด ขานรับงบฯ ไตรมาส 2 แกร่ง-ครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง

หุ้นเครื่องดื่มวิ่งสวนภาวะตลาด ขานรับงบฯ ไตรมาส 2 แกร่ง-ครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสิ้นสุดช่วงประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/62 ไปเมื่อวันที่ 15 ส.ค.62 โดยพบว่าหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มส่วนใหญ่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาได้อย่างโดดเด่น ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มช่วงนี้ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า นำโดย TACC, CBG, SAPPE และ OSP ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ขณะเดียวกันโบรกฯเกอร์ชั้นนำหลายแห่งแนะนำเข้าลงทุนและให้แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังยังเติบโตต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศดังกล่าว ทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการรวบรวมกลุ่มหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่คาดว่าผลงานครึ่งปีหลังจะเติบโตออกมาได้โดดเด่นมาเป็นทางเลือกในการเข้าลงทุน โดยบทวิเคราะห์ได้ระบุไว้ดังนี้

โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ โดยมองว่า กลุ่มเครื่องดื่มกำไรงาม กำไรปกติเติบโต 7% จากไตรมาสก่อน และปรับตัวขึ้น 63% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน โดยมองว่าทุกบริษัทโตจากไตรมาสก่อน และจากปีก่อน ยกเว้น OSP ที่ลดลง10% จากไตรมาสก่อน ราคาปรับลงจน upside กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับเป้า 37 บาท แนะนำซื้อ

ส่วน CBG และ ICHI กำไรดีเกินคาดมากสุด ปรับกำไรขึ้น 20% และ 11% ตามลำดับ ปรับเป้า CBG ขึ้นเป็น 75 บาทและ ICHI ขึ้นเป็น 8.3 บาท แต่ไม่แนะนำซื้อ CBG มี upside ไม่มากพอ ส่วน ICHI กำไรผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 2/62 หุ้นที่ชอบคือ TACC (เป้า 6 บาท) และ SAPPE (เป้า 25 บาท)

ขณะที่ นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตันกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 2/62 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 136.8 ล้านบาท พลิกจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 30.4 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 1/62 ที่มีกำไรสุทธิ 114.20 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,645.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,333 ล้านบาท

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปีนี้ อิชิตันมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,940 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 2,964.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,654.5 ล้านบาท

โดย ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ทั้งในด้านการบริหารผลิตภัณฑ์ การวางแผนกิจกรรมการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ของสินค้าแต่ละผลิตภัณฑ์ ตามด้วยกลยุทธ์การเข้าถึงร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญ “อิชิตัน ยกลัง ลุ้นเบนซ์ รวยทอง” เพื่อกระตุ้นตลาด Traditional Trade และมีการขยายตัวแทนจำหน่ายจาก DKSH เพิ่ม ส่งผลให้อิชิตันมีการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้จากผลงานของชาเขียวพร้อมดื่มชิซึโอกะ โฮจิฉะ ชาเขียวคั่วพรีเมี่ยม นำเข้าใบชา 100% จากประเทศญี่ปุ่น สร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ของตลาดชาเขียวพรีเมี่ยมในประเทศไทย จนได้รับการตอบรับขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มชาเขียวระดับพรีเมี่ยมตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตลาดชาพรีเมี่ยมทั้งตลาดโต 30.7% และเติบโตต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี ตอกย้ำความสำเร็จจากการขยายไลน์สินค้าเพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพ

ด้านบริษัทย่อย อิชิตัน อินโดนีเซีย รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนน้อยลง จาก 55 ล้านบาทในไตรมาส 1/62  เหลือเพียงขาดทุน 4.8 ล้านบาทในไตรมาส 2/62 และมองว่ามีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากสินค้าได้รับการตอบรับ มีการบริหารจัดการ และการรับรู้ในแบรนด์ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือน มิ.ย.62 ภาพรวมตลาดชาเขียวในประเทศไทยมีการเติบโตราว 5.5% ทั้งในแง่ยอดขายและปริมาณโตขึ้น 3.7% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 6,439 ล้านบาท แบ่งเป็นชาเขียวพรีเมี่ยมสัดส่วน 10.5% ของมูลค่าตลาดชาทั้งหมด โดยชาเขียวพร้อมดื่มชิซึโอกะ มีส่วนแบ่งการตลาดชาอยู่ที่ 30.5% เป็นโอกาสขยายตลาดในประเทศไทย รวมถึง แผนการรุกตลาด CLMV และจีน อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีสัดส่วนส่งออกอยู่ที่ 27% ของยอดขายทั้งหมด บริษัทจึงมั่นใจเป้าหมายรายได้ปีนี้จะเติบโต 12% จากปีก่อนที่มีรายได้ 5,216.2 ล้านบาทตามที่วางไว้

 

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” TACC ราคาเป้าหมาย 6 บาท/หุ้น โดยกำไรสุทธิไตรมาส 2/62 เท่ากับ 43 ล้านบาท (+30.3% จากไตรมาสก่อน, +104.8% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) ดีกว่าคาด 13% (เราคาดไว้ 38 ล้านบาท) จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าคาด ถือเป็นกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำไรที่ดีมาจากรายได้ที่เติบโต 13.9% จากไตรมาสก่อนและ 23.7% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนจากอากาศร้อนเป็น High Season ของธุรกิจ ทำให้เครื่องดื่มขายดีแทบทุกช่องทางทั้งโถกดแบบเย็น และ All Cafe และรับรู้รายได้จากโถกด Hershey’s เต็มไตรมาส เทียบกับปีก่อนที่ยังไม่มี

รวมถึงรายได้จากธุรกิจ Character ที่ทยอยรับรู้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยหักล้างผลกระทบจากการหยุดขายเบเกอรี่ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ได้ทั้งหมด และด้วย Product Mix ที่ดีขึ้น ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 31.1% จาก 29.6% ในไตรมาส 1/62 และ 29.4% ในไตรมาส 2/61 ในขณะที่ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 18.7% จาก 22.3% ในในไตรมาส 2/61 แต่เพิ่มขึ้นจาก 17.4% ในไตรมาส 1/62 มาจากค่าใช้จ่ายในการเลิกธุรกิจสยามเกตเวย์

โดยบริษัทมีกำไรสุทธิครึ่งปีแรกเท่ากับ 76 ล้านบาท (+90% Y-Y) คิดเป็นสัดส่วน 53% ของประมาณการทั้งปี แนวโน้มกำไรไตรมาส 3/62 น่าจะทรงตัวหรืออ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แม้จะเป็น Low Season ของธุรกิจ แต่เชื่อว่าจะหนุนด้วย การออกเครื่องดื่มรสชาติใหม่ต่อเนื่อง, Stamp Promotion ของ 7-11, คาดรับรู้รายได้จากโถกด Hershey’s มากขึ้น และรายได้จากธุรกิจ Character จะโตได้มากขึ้น เพราะยังมี Event ใหญ่รออยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดกำไรจะทำสูงสุดของปีในไตรมาส 4/62 เพราะเป็น High Season ของธุรกิจ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 62 ไว้ที่ 143 ล้านบาท (+109% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน) และคงราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 6 บาท (อิง PE เดิม 25 เท่า) ยังมี Upside 31% และแจ้งจ่ายปันผลงวดครึ่งปีแรกหุ้นละ 0.1 บาท คิดเป็น Yield 2.2% กำหนดขึ้น XD 26 ส.ค. และจ่ายเงิน 10 ก.ย. คงคำแนะนำซื้อ

 

ด้าน บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CBG รายงานกำไรไตรมาส 2/2562 ที่ 552 ลบ. โตขึ้น 163% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 32% เทียบไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนับว่าสูงกว่าประมาณการของ Bloomberg consensus อยู่ 7.5% สืบเนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงกว่าคาด

ทั้งนี้ กำไรที่โตขึ้น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจาก GPM ที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายการตลาดที่ลดลง ส่วนการเติบโตของกำไร เทียบไตรมาสก่อนหน้า ได้รับแรงหนุนมาจาก GPM ที่เพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากอัตราการดำเนินงานในโรงผลิตกระป๋องที่สูงขึ้น กอปรกับปัจจัยตามฤดูกาล จากผลดังกล่าว ทำให้กำไรครึ่งแรกของปี 2562 คิดเป็น 54% ต่อประมาณการกำไรทั้งปี 2562 ของเราที่ 1.79 พันลบ.

โดยคาดว่ากำไรในครึ่งหลังของปี 2562 จะเติบโตขึ้นในเชิงครึ่งปีแรกเทียบครึ่งปีหลัง และเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในเชิง เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลง สืบเนื่องจากฐานที่สูงในไตรมาส 4/2561 และการเติบโตด้านรายได้ที่อ่อนตัวลงในประเทศและตลาด CLMV ยังคงคำแนะนำ “ขาย” ด้วยราคาเป้าหมายที่ 48.00 บาท เพราะเชื่อว่ามูลค่าหุ้นปัจจุบันนั้นแพงเกินไปในเชิง PER ปี 2562 ที่มากกว่า 40 เท่า