4 แบงก์ใหญ่บวกคึก! รับ ‘ธปท.’ ไฟเขียวนำสำรองฯเกินเป็นกำไร แนะสอยหุ้นต่ำบุ๊ก-อัพไซด์กระฉูด

4 แบงก์ใหญ่บวกคึก! รับ ‘ธปท.’ ไฟเขียวนำสำรองฯเกินเป็นกำไร แนะสอยหุ้นต่ำบุ๊ก-อัพไซด์กระฉูด

ผู้สื่อรายงานว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์วิ่งนำโดย KBANK, BBL, SCB และ KTB โดยราคาหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ณ เวลา 11.37 น. อยู่ที่ระดับ 163.00 น. บวก 2.50 บาท หรือ 1.56% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 929.65 ล้านบาท ส่วนธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ณ เวลา 11.40 น. อยู่ที่ระดับ 176.50 บาท บวก 4.00 บาท หรือ 2.32% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 762.21 ล้านบาท

ด้านราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ 121.50 บาท บวก 1 บาท หรือ 0.83% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 623.26 ล้านบาท และราคาหุ้น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB อยู่ที่ 17.70 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.57% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 195.71 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจดังกล่าวพบว่า ราคาหุ้นทั้ง 4 ตัว พบว่าราคายังต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น โดย BBL มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่ 221.68 บาท และหากเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus อยู่ที่ 218.55 บาท คิดเป็นอัพไซด์จากราคาปัจจุบัน 19.24%

ส่วน KBANK มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่ 165.40 บาท และหากเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมายจาก Bloomberg Consensus อยู่ที่ 201.68 บาท คิดเป็นอัพไซด์จากราคาปัจจุบัน19.17%

ด้าน KTB มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่  22.79 บาท  บาท และหากเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมายจาก ก Bloomberg Consensus อยู่ที่ 20.02 บาท คิดเป็นอัพไซด์จากราคาปัจจุบัน 11.58%

อีกทั้งราคาหุ้น SCB มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่  116.12 บาท และหากเทียบราคาปัจจุบันกับราคาเป้าหมายจาก ก Bloomberg Consensus อยู่ที่ 20.02 บาท คิดเป็นอัพไซด์จากราคาปัจจุบัน 17%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อชี้แจง ก่อนที่เกณฑ์ใหม่ TFRS 9 จะมีผลบังคับใช้ในปี 2563 ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่นี้ ได้แก่ กำหนดให้สถาบันการเงินต้องรับรู้เงินสำรองส่วนเกินออกมาเป็นรายได้ที่สุทธิจากค่าใช้จ่ายสำรองใหม่ผ่านงบกำไรขาดทุน ภายใน 5 ปี ขณะเดียวกัน ธปท. อนุญาตให้สถาบันการเงินใช้สำรองส่วนเกินเป็นเงินกองทุนขั้นที่สอง (Tier II) ได้ไม่เกิน 1.25%

นอกจากนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ นั่นคือ ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารต่างประเทศ, บริษัทเงินทุน ถูกกำหนดให้กันเงินกองทุน Tier 1 ขึ้นอีก 1% ของสินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนัก (ซึ่งรวมยอดสินเชื่อคงค้างในปัจจุบัน, สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML), และรายการนอกงบดุล)

ทั้งนี้ การชี้แจงของธปท. ถือเป็นบวกกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะทำให้ทราบกรอบเวลา และวิธีการบันทึกบัญชีสำรองส่วนเกินที่ชัดเจน จึงคิดว่าจะต้องมีสำรองส่วนเกินที่ถูกปลดออกมาเป็นรายได้ผ่านงบ ไม่มากก็น้อยเพื่อให้มั่นใจว่า Credit cost ในปีหน้าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจมากเกินไป

และเนื่องจากธนาคารต่าง ๆ มีเงินกองทุนแข็งแกร่ง จึงยังคงให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารที่ Overweight โดยในกลุ่มนี้ แนะนำ 3 ธนาคารใหญ่ SCB, BBL, KBANK และ TCAP

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า เกณฑ์ TFRS 9 ใหม่ เป็นปัจจัยบวกเนื่องจากในหลายปีที่ผ่านมาธนาคารได้มีการตั้งสำรองเพื่อรับ TFRS 9 ทำให้การตั้งสำรองเกินที่กำหนดไปมาก และจะทำให้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น เช่น BBL ที่มีการตั้งสำรอง 9.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 2 (เทียบกับที่ต้องการ 5.86 หมื่นล้านบาท)

สำหรับตัวเลขการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ KBANK มีสำรองมากที่สุด 319%, รองลงมา BBL สำรอง 261%, KKP สำรอง 188%, KTB สำรอง 185%, SCB สำรอง 181%, TCAP สำรอง 176%, TMB สำรอง 163% และ BAY สำรอง 153%

ทั้งนี้ ในส่วนของ 8 แบงก์ สำรองรวมกันกว่า 3.39 แสนล้านบาท แบ่งเป็น BBL ตั้งสำรองส่วนเกินในไตรมาสที่ 2 ไว้ที่  9.4 หมื่นล้านบาท, KTB ตั้งไว้ 6.54 หมื่นล้านบาท, KBANK ตั้งไว้ 8.28 หมื่นล้านบาท, SCB ตั้งไว้ 4.71 หมื่นล้านบาท, BAY ตั้งไว้ 2.23 หมื่นล้านบาท, TMB ตั้งไว้ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท และ TCAP ตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้ง KKP ตั้งไว้ 5.2 พันล้านบาท

บล.กรุงศรี ระบุว่า กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK, SCB) ธปท.อนุมัติให้ธนาคารนำสำรองฯส่วนเกินกลับมาเป็นรายได้หรือกำไรได้

คำค้น