เปิดโผ 12 หุ้นพื้นฐาน-อัพไซด์กระฉูด! โบรกฯฟันธงเป้าดันราคาปิดงวดไตรมาส 3/62

เปิดโผ 12 หุ้นพื้นฐาน-อัพไซด์กระฉูด! โบรกฯฟันธงเป้าดันราคาปิดงวดไตรมาส 3/62

สัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าภาวะตลาดคาดเห็นการทำราคาปิด (Window dressing) งวดไตรมาส 3/62 ดังนั้นเพื่อให้บรรยากาศโค้งสุดท้ายช่วงดังกล่าวทางทีมงาน “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์”  จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายในการทำ Window dressing มานำเสนอ

โดยครั้งนี้ทำการรวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้,บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี และบล.เออีซี ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำกลุ่มหุ้นพื้นฐานที่ราคาอาจปรับลดลงมาแรงและมี upside สูงจากราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐาน(ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นใน SET50 และขนาดกลาง) อาทิ BJC,CPNREIT,GLOBAL,GULF,MBK,RATCH,SEAFCO,SPALI,TU,AP,IRPC และ CPF  ซึ่งระบุในบทวิเคราะห์ดังนี้

บล.ทิสโก้  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ย. ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปลายเดือน ส.ค. อานิสงส์จาก (1) สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยต่างฝ่ายต่างผ่อนคลายการเก็บภาษีระหว่างกัน ช่วยสร้างบรรยากาศและความคาดหวังเชิงบวกต่อการเปิดเจรจาการค้าในช่วงต้นเดือนหน้า อาทิ สหรัฐฯ ประกาศชะลอการขึ้นภาษีจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ (ล็อตเก่า) จากเดิมที่มีกำหนดจะขึ้นอัตราภาษีจาก 25% เป็น 30% ในวันที่ 1 ต.ค. เลื่อนเป็นวันที่ 15 ต.ค.

ขณะที่จีนประกาศยกเลิกกำแพงภาษีนำเข้าถั่วเหลืองและหมูจากสหรัฐฯ และ (2) การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในวันที่ 6 ก.ย., ธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) ในการประชุมวันที่ 12 ก.ย. และธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 17-18 ก.ย. โดย PBOC ประกาศลดสัดส่วนกันสำรองภาคธนาคาร (RRR) ลง 0.50%, ECB ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากลงจาก -0.4% เป็น -0.5% และกลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) เดือนละ 2 หมื่นล้านยูโรแบบไม่มีกำหนดเวลา เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป ขณะที่ FED ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.75-2.00%

หลังจากที่ผ่านพ้นการประชุมธนาคารกลางในต่างประเทศหลายแห่งในช่วงครึ่งเดือนแรกไปแล้ว เรามองตลาดครึ่งเดือนหลังเข้าสู่ช่วงซึมตัว ขาดปัจจัยบวกใหม่สนับสนุน ในด้านของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนไม่น่าจะมีพัฒนาการใด ๆ เพิ่มเติมอีกจนกว่าจะถึงกำหนดการเจรจาการค้าในช่วงต้นเดือนหน้า

ส่วนประเด็น Brexit ขณะนี้รัฐสภาอังกฤษอยู่ระหว่างพักการประชุม 1 เดือน โดยจะมีกำหนดการเปิดประชุมสภาอีกครั้งในวันที่ 14 ต.ค. นี้ จึงค่อยมาติดตามกันต่อว่าการประชุม EU Summit ในวันที่ 17-18 ต.ค. ผู้นำอังกฤษและผู้นำสหภาพยุโรปจะได้ข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่ร่วมกันหรือไม่ ก่อนที่อังกฤษจะครบกำหนดเส้นตายออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ต.ค.

อย่างไรก็ดี มองอังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง (No-deal Brexit) ในระยะสั้นมีโอกาสน้อยลง หลังรัฐสภาอังกฤษเห็นชอบกฎหมายยับยั้ง No-deal Brexit เรามองอย่างน้อยๆ ถ้าไม่มีข้อตกลงใหม่ร่วมกัน ก็น่าจะมีการเลื่อนกำหนดเส้นตายออกไปอีกหลายเดือนหรือเป็นปี

ส่วน “Window Dressing” มักจะถูกกล่าวถึงในช่วงสิ้นไตรมาส เนื่องจากราคาหุ้นบางตัว (รวมทั้งตลาดโดยรวม) มักปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการทำตัวเลขทางบัญชีให้ดูดีทั้งจากนักลงทุนสถาบัน กองทุน และบริษัทอื่นๆ ที่ลงทุนในหุ้น ด้วยการซื้อเพื่อผลักดันราคาหุ้นให้ปิดสูงขึ้น ทำให้พอร์ทที่ลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

จากการศึกษาความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงปลายเดือนของทุกไตรมาสย้อนหลังนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2009 เป็นต้นมาพบว่าในภาพโดยรวมมีโอกาสเกิดผลกระทบ Window Dressing เฉลี่ยประมาณ 57% โดยในไตรมาส 1 และ 2 มีโอกาสเกิดสูงที่สุดที่ 64% และโดยเฉลี่ยจะให้ผลตอบแทนที่ +0.5% และ +1.4% ตามลำดับ

ขณะที่ในไตรมาส 3 มีโอกาสเกิดน้อยที่สุดเพียง 40% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ -0.6% นอกจากนี้ หากพิจารณากับทิศทางของ SET Index ในแต่ละไตรมาสที่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดผลกระทบ Window Dressing ในไตรมาสนั้นร่วมด้วย (มีความแม่นยำสูงราว 71%) ร่วมด้วยแล้ว มองโอกาสเกิด Window Dressing สำหรับไตรมาส 3 ปีนี้ต่ำเพียง 20%

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ภาพรวมของตลาดไม่คาดหวังว่าจะเกิด Window Dressing ในไตรมาสนี้ แต่สำหรับหุ้นบางตัวยังคาดหวังการเกิด Window Dressing ได้ จากการสังเกตพฤติกรรมในอดีตพบว่า หุ้นรายตัวที่มีโอกาสเกิด Window Dressing คือ BJC, CPNREIT, GLOBAL, GULF, MBK, RATCH, SEAFCO

 

บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หลังการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต่างมีมติลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตลาดหุ้นไทยกลับไม่ตอบรับกับปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงชะลอตัวอยู่

โดยล่าสุดดูได้จากตัวเลขส่งออกเดือนส.ค.ออกมา -4.0% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะ -2.30% แสดงให้เห็นถึงภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลงจากปัญหาสงครามการค้า

นอกจากนั้นทาง CIMB Thai ยังได้มีการปรับลดคาดการณ์ GDP ของปีนี้ลงเหลือเติบโตเพียง 2.8% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 3.0% ก็เป็นสัญญาณให้เห็นถึงว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 และช่วงที่เหลือของปีจะยังอ่อนแออย่างต่อเนื่องจากผลดังกล่าวทำให้เชื่อว่าตลาดที่ตอนนี้เริ่มกลับมามองผลการดำเนินงานไตรมาส 3 เป็นปัจจัยหลักน่าจะมีแนวโน้มปรับฐานลงต่อไปที่ระดับ 1600-1620 จุด ซึ่ง ณ ระดับดังกล่าวน่าจะสามารถยืนได้ในเดือนนี้

ดังนั้นแนะนำทยอยสะสม หุ้นพื้นฐานดีที่มี upside สูงจากฐานของ Bloomberg consensus ประกอบไปด้วย SPALI มี upside 35% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 24.15 บาท, TU มี upside 34% จากราคาเป้าหมายที่ 21.30บาท, AP มี upside 33% จากราคาเป้าหมาย 8.93 บาท, IRPC มี upside 33% จากราคาเป้าหมายที่ 4.90 บาทและ CPF มี upside 30% จากราคาเป้าหมายที่ 34.08 บาท

CGS-CIMB Strategy : สัปดาห์นี้มีปัจจัยที่ยังต้องติดตามประกอบด้วย 1) การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน (ล่าสุดการเจรจาส่อเค้าล่ม หลังเจ้าหน้าที่จีนกลับประเทศก่อนกำหนดและประธานาธิบดี ทรัมป์ เผยไม่มีความจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีนก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพ.ย. ปีหน้า)

2) สถานการณ์การคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน โดยล่าสุดได้ประกาศคว่ำบาตรครั้งใหญ่จ่อธนาคารกลางอิหร่าน

3) การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50%

4) ความคืบหน้าในการเจรจาเรื่อง Brexit

นอกจากนั้นในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าอาจเห็นการทำราคาปิด (Window dressing) งวดไตรมาส 3/62 ในหุ้นบางบริษัทที่อาจปรับลดลงมาแรง (ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นใน SET50 ขนาดกลาง) กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ยังคงเน้น trading buy ในหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับลดลงแรงและมี upside สูงจากราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐาน

CGS-CIMB Theme Play :

Dividend Play : แนะนำ ทยอยสะสมหุ้นให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูง 6-8.6% อย่าง JASIF PSH QH DIF LH

Laggard Play : แนะนำ ซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มและมี upside สูงจากราคาเป้าหมายของ CGS-CIMB อย่าง SCB KBANK GFPT TU CENTEL LH QH PSH SPALI BCH BH CPALL CPN AMATA WHA

Oversold Play : QH (RSI 19.82) TPIPP (RSI 21.17) MAJOR (RSI 23.06) SCCC (RSI 24.07) PR9 (RSI 24.40) BH (RSI 25.37) SPALI

(RSI 25.68) LH (RSI 25.79) PSH (RSI 27.64) TU (RSI 29.56) SIR (RSI 29.92)

 

บล.เออีซี ระบุว่า สัปดาห์นี้ ประเมิน SET Index ซึมลงต่อในกรอบ 1,610-1,640 จุด หลังขาดปัจจัยหนุนใหม่จากต่างประเทศ ขณะที่มีประเด็นที่ต้องติดตามในเรื่อง Trade war ที่จะมีการเจรจาในช่วงต้นเดือนหน้า บวกกับติดตามผลประชุม กนง. (ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ 12 ท่าน จาก Bloomberg Consensus มองแบงก์ชาติยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5%)  อย่างไรก็ดี อาจมีประเด็นหนุนจากการทำ Window Dressing ในช่วงปลายสัปดาห์

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน       

คำค้น