สตอรี่ไม่ขลัง ?

*เดิมที “โมนิก้า” เคยเชื่อมาตลอดว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีสตอรี่สวย ๆ เพื่อช่วยในการบิลต์อารมณ์นักเล่นให้ฮึกเหิมได้เป็นระยะ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตัวแปรหลายอย่างไม่เป็นเหมือนกับที่คาดการณ์ไว้เลยสักอย่าง ส่งผลให้นักเล่นกลุ่มสถาบันกระหน่ำขายหุ้นออกมาไม่หยุดหย่อน จนดัชนีเกิดอาการ “ร่วงแล้ว..ร่วงอีก” จนโมเมนตัมของการลงทุนดูไม่สวยสดงดงามเอาเสียเลยไงล่ะคะ


เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*เดิมที “โมนิก้า” เคยเชื่อมาตลอดว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีสตอรี่สวย ๆ เพื่อช่วยในการบิลต์อารมณ์นักเล่นให้ฮึกเหิมได้เป็นระยะ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตัวแปรหลายอย่างไม่เป็นเหมือนกับที่คาดการณ์ไว้เลยสักอย่าง ส่งผลให้นักเล่นกลุ่มสถาบันกระหน่ำขายหุ้นออกมาไม่หยุดหย่อน จนดัชนีเกิดอาการ “ร่วงแล้ว..ร่วงอีก” จนโมเมนตัมของการลงทุนดูไม่สวยสดงดงามเอาเสียเลยไงล่ะคะ

*ยิ่งวานนี้ดัชนีออกอาการโซซัดโซเซตั้งแต่หัววัน ทั้งที่ตลาดหุ้นต่างประเทศพากันทะยานขึ้นกันเป็นแถว “โมนิก้า” ย่อมมองเป็นเรื่องผิดปกติทางเทคนิคอย่างแน่นอน เพราะมันหมายถึงการทิ้งหุ้นแบบไม่ต้องสนใจอะไรอีกต่อไป และหนึ่งในตัวเร้าที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นน่าจะมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ชัดเจน ผสานกับเม็ดเงินจากกองทุนไม่ไหลเข้าตลาดหุ้นเหมือนเมื่อก่อนพะยะค่ะ

*เมื่อตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยหนุนทางเทคนิคเข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งเสน่ห์ในการลงทุน ดัชนีถึงแกว่งเป็นลูกข่างในช่วงระยะเวลาเดือนครึ่ง พร้อมกับทำให้การยืนปิดที่ระดับ 1,551.82 จุด ลบไป 1.14 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.93 หมื่นล้านบาท กลายเป็นสัญญาณเตือนให้นักเล่นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าเล่นรอบ เพราะหุ้นหลายตัวยังออกอาการเสียศูนย์ชนิดหาทางกลับบ้านไม่เจอในระยะสั้นนะจะบอกให้

*ประเด็นดังกล่าวดูได้จากหุ้นกระดานใน KBANK กับหุ้นกระดานนอก KBANK-F ซึ่งมักจะมีพรีเมียมมากกว่ากระดานในหลายบาท แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่ารายแรกยืนปิดที่ 142 บาท ลบไป 6 บาท หรือลงไป 4% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.37 พันล้านบาท ส่วนรายหลังยืนปิดที่ระดับ 142 บาท ลบไป 6.50 บาท หรือลงไป 4.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 708 ล้านบาท มันหมายความว่า นักเล่นสถาบันไม่ให้ราคากับหุ้นแบงก์ตัวนี้ เพราะปัญหาหนี้เสียที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีต้องใช้เวลาสางนาน หุ้นถึงมีโอกาสไหลลงอีกนะนายจ๋า!

*อีกรายที่ดูแล้วค่อนข้างน่ากลัวต้องยกให้ TOP มากกว่าเจ้าอื่น ๆ หลังผลงานในช่วงที่ผ่านมาไม่ประทับใจจอร์จ แถมหุ้นอยู่ในทิศทาง triple bottom ท่ามกลางแรงเทขายนักลงทุนสถาบันยังคงหนาแน่น “โมนิก้า” ย่อมเกิดอาการใจคอไม่ค่อยดี เพราะหุ้นมีโอกาสเสียทรงค่อนข้างสูง จึงสวดมนต์ภาวนาให้การยืนปิดที่ 64.50 บาท ลบไป 2.25 บาท หรือลงไป 3.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 935 ล้านบาทเป็นเพียงการลงแล้วเด้ง เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไงล่ะคะ

*ขนาดหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ว่าแจ๋ว ๆ แน่ ๆ และมีภูมิคุ้มกันเป็นเยี่ยมอย่าง LH ยังแทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกันแบบนี้ “โมนิก้า” ย่อมตะขิดตะขวงใจเมื่อเห็นหุ้นเริ่มออกอาการเป๋อีกรอบ หลังหุ้นพยายามยกตัวขึ้นไปยืนเหนือเส้นแนวต้าน 75 วันที่บริเวณ 10.20 บาทเมื่อไม่นานมานี้ แต่สุดท้ายทำไม่สำเร็จเหมือนที่ใจหวัง จึงโรยตัวลงมาเรื่อย ๆ ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 9.70 บาท ลบไป 0.05 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 340 ล้านบาท โดยมีฐานเก่ารออยู่ที่ 9.50 บาท..คิดอย่างไรกันคะ

*เม้าท์ถึงเรื่องที่ทำให้ต้องคิดขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ย่อมโฟกัสไปที่การกระตุกขึ้นมาของหุ้น BEM ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 11.30 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือขึ้นไป 3.65% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.36 พันล้านบาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสงบเสงี่ยมเจียมตัวดีเหลือเกิน เดี๊ยนถึงสงสัยว่าเที่ยวนี้จะฝ่ากระแสขึ้นมายืนเหนือ 11.50 บาทได้มั่นคงขนาดไหน ? และจะรวบรวมพลังเพื่อวิ่งฝ่ายอดเดิมบริเวณ 12 บาทได้อ๊ะป่าว ? วันนี้ต้องติดตามดูให้ดีนะคะ

*คล้ายกับกรณีของ PLANB กระชากขึ้นมาปิดที่ 7.65 บาท บวกไป 0.25 บาท หรือขึ้นไป 3.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 204 ล้านบาท “โมนิก้า” คงให้น้ำหนักไปที่เรื่องกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาร่วมหอลงโรง จึงทำให้เชื่อว่าน่าจะเกิดพลังผนึกในระยะยาว จึงมีการไล่ราคาหุ้นขึ้นไปถึง 9.50 บาท ต่อจากนั้นบรรดาคนใกล้ชิดต่างพากันดั๊มพ์หุ้นทำกำไร จนหุ้นลงมายืนบริเวณ 7.40 บาท กล้าเล่นตามน้ำไหมเอ่ย ?

*ประเด็นนี้เหมือนกับหุ้นน้ำแข็งใส AU ทุกประการ เพราะโปรไฟล์ของกำไรก็สวยหรู แถมมีแต่คนกันเองที่ช่วยดันช่วยกันทุบ “โมนิก้า” ถึงชอบให้แฟนคลับประเมินการอ่อนตัวลงจากระดับ 16.50 บาทในช่วงสี่เดือนครึ่งที่ผ่านมา จนลงมายืนปิดที่ระดับ 10.40 บาท ท่ามกลางค่า P/E 36 เท่าในภาวะลงทุนที่ง่อนแง่นแบบนี้ เดี๊ยนถือเป็นความเสี่ยงที่นักเล่นต้องตัดสินใจเลือกกันเอาเอง เพราะเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่เดาทางยากเหลือเกินเจ้าค่ะ

Back to top button