10 อันดับหุ้นวิ่ง SET50-SET100 ปี 2562 “CBG-TQM” แชมป์กลุ่มฟันรีเทิร์นเกิน100%

10 อันดับหุ้นวิ่ง SET50-SET100 ปี 2562 "CBG-TQM" แชมป์กลุ่มฟันรีเทิร์นเกิน100%


ปี 2562 ตลาดหุ้นไทยเผชิญภาวะผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้าจีนและสหรัฐ และการประท้วงในฮ่องกง อีกทั้งแนวโน้มผลประกอบการปี 2562 ไม่สดใส ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวหลุดแนวรับสำคัญทั้ง 1700 จุด และ 1600 จุด เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นขนาดใหญ่ทั้งกลุ่ม SET50 และ SET100 แต่อย่างไรก็ตามด้วยพื้นฐานหุ้นที่แข็งแกร่งในกลุ่มดังกล่าวทำให้มีหุ้นที่สวนภาวะตลาดผันผวนขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่ง

ดังนั้นทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้น SET50 และ SET100 มานำเสนอโดยครั้งนี้คัดเลือกมาเพียง 10 อันดับแรกของกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงในปี 2562 โดยหุ้นกลุ่ม SET50 ราคาปรับตัวแรงสุดปี 2562 คือ  บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ส่วนหุ้นกลุ่มSET100 ราคาปรับตัวแรงสุดปี 2562 คือ  บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM

สำหรับกลุ่ม SET50 ที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรกได้แก่ CBG,GULF,BGRIM,OSP,SAWAD,GPSC, BTS,RATCH,EGCO และ MTC ตามตารางประกอบดังนี้

โดยบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงสูงสุดในกลุ่ม SET50 ปี 2562 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นถึง 173%  จากยืนที่ระดับ 30.75 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 84.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.6262 โดยได้รับแรงหนุนจากแผนธุรกิจที่โดดเด่นและนักวิเคราะห์ออกมาแนะนำเข้าลงทุน

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/62 ยังสดใสต่อเนื่อง จากพัฒนาการของอัตรากำไรขั้นต้นที่โดดเด่น เบื้องต้นเราคาดโต +6.6% เทียบช่วงไตรมาสก่อนหน้า, +52% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและผู้บริหารยังตั้งเป้าหมายปีหน้าที่ Aggressive โดยเน้นตลาดส่งออก CLMV เป็นหลัก โดยเฉพาะ พม่าและเวียดนาม รวมถึงตลาดจีนที่ยังตั้งป้าโตต่อเนื่อง แต่เป้าลดลงจากครั้งก่อน เพราะจะหันมาเน้นการทำกำไรมากขึ้น

ส่วนตลาดในประเทศมีเป้าที่สูงขึ้นจากปีนี้ เพราะมีแผนออกสินค้าใหม่ และจะแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่ง ทั้งนี้ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้รวมปี 2563 โตถึง 20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่มอง Conservative มากกว่าจึงคาดไว้ที่ 8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยสิ่งที่ประทับใจคือ อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับขึ้นได้ดีกว่าคาดในไตรมาส 3/62 และจะเพิ่มได้อีกในไตรมาส 4/62 ต่อเนื่องไปในปี 2563 มาจาก Economies of Scale ของโรงงานกระป๋อง จากการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น และจะใช้ได้เต็มปีในปีหน้า รวมถึงโรงงานขวดแก้ว ที่ล่าสุดได้คำสั่งซื้อจากลูกค้าภายนอกเข้ามา จะเข้ามาช่วยเติมกำลังการผลิตให้สูงขึ้น คาดอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2020 จะขยับขึ้นได้ถึง 42% เพิ่มจาก 39.2% ในปี 2562 (ต่ำกว่าเป้าของผู้บริหารที่ 43% – 44%) ส่วนขาดทุนที่ UK ยังลดลงสอดคล้องกับแผนของบริษัท

ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิปี 2562 จะเติบโตสูง 114.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและคาดโตต่อเนื่องในปี 2563 ราว 23.4% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและประเมินราคาเป้าหมายปี 2563 เท่ากับ 107 บาท อิง PE 35 เท่า เท่ากับ PE เฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับโลก ยังมี Upside 22.6% แนะนำ ซื้อ

ขณะเดียวกันหากสังเกตราคาหุ้นในกลุ่มSET50 ที่ปรับตัวขึ้นแรง 10 อันดับแรกมีกลุ่มหุ้นกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าเข้ามาติดเป็นหลักอาทิ GULF,BGRIM,GPSC,RATCH,EGCO ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าปี 2562 ถือเป็นปีทองของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่มีแผนธุรกิจออกมาโดดเด่นต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้เข้าลงทุนในบริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ RATCH ในสัดส่วน 49% เพื่อพัฒนาและดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง ขนาดกำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดราชบุรี ตรงนี้ทำให้เป็นที่จับตาว่า GULF จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าครบ 6,721 เมกะวัตต์ ก่อนเป้าหมายเดิมที่วางไว้ภายในปี 2567 เพราะการร่วมทุนดังกล่าวบริษัทมีโอกาสขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุนสูงถึง 10,000 เมกะวัตต์ จากโครงการอื่นๆเพิ่มภายในปี 2567

ด้านกลุ่มหุ้น SET100 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 อันดับแรกปี 2562 ได้แก่ TQM,CBG,GULF,BGRIM,PTG, JMT,COM7,STPI, OSP,SAWAD ดังตารางประกอบ

โดยบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงสูงสุดในกลุ่ม SET100 ปี 2562 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นถึง 189.47% จากยืนที่ระดับ 22.80 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.6262 โดยได้รับแรงหนุนจากแผนธุรกิจที่โดดเด่นและนักวิเคราะห์ออกมาแนะนำเข้าลงทุน

ด้านนายอัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท TQM เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายธุรกิจนายหน้าประกันในปี 63 เติบโตมากกว่า 10% จากปีนี้คาดว่าจะทำยอดได้ตามเป้าหมายที่ 1.27 หมื่นล้านบาท หลังงวด 9 เดือนแรกของปีนี้มียอดขายที่ 9.44 พันล้านบาท ซึ่งเป็น 74% ของเป้าหมายทั้งปี และ ล่าสุดงวด 11 เดือนยอดขายเพื่มมาเป็น 1 หมื่นล้านบาทแล้ว ประกอบกับ ไตรมาส 4 โดยปกติจะเป็นไตรมาสที่ทำยอดขายและกำไรเติบโตสูงสุดของปี

ขณะที่ตลาดประกันวินาศภัย 6 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 5.1% หรือ มีเบี้ยประกัน 119,202 ล้านบาท ส่วนประกันชีวิต 6 เดือนปีนี้หดตัว 4.5% หรือ มีเบี้ยประกัน 294,908 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นปีแรกที่ประกันชีวิตหดตัว แต่ในส่วนของบริษัทกับมีการเติบโตทั้ง 2 ธุรกิจ โดยยอดขายประกันวินาศภัยช่วง 9 เดือนเติบโต 15.4% หรือ 8,791 ล้านบาท และ ยอดขายประกันชีวิต เติบโต 3.8% หรือ 655 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดสาขาในห้างบิ๊กซีไปแล้ว 5 สาขา ทั้งในลพบุรี อยุธยา และรังสิต ซึ่งภายในเดือนนี้จะเปิดอีก 5 สาขา รวมเป็น 10 สาขา และมีสาขาของบริษัทอีก 95 สาขา โดยเบื้องต้นบริษัทจะขอประเมินยอดขาย และ ผลตอบรับในเดือนนี้ก่อนถึงจะสามารถตั้งเป้ายอดขายจากสาขาดังกล่าวได้

ด้านนางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TQM กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้นบริษัทมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากหุ้นของบริษัทได้รับการนำมาคำนวณในดัชนี MSCI ซึ่งสร้างความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันสถาบันในประเทศถือหุ้นมากกว่า 10% สถาบันต่างประเทศประมาณ 4% และ ครอบครัวพรรณนิภาประมาณ 60%

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า   TQM  (ซื้อ, เป้าเชิงกลยุทธ์ 65 บาท) บริษัท ประกาศเดินหน้าบุกตลาดประกันชีวิตเต็มรูปแบบ เปิด 2 แพลตฟอร์มประกันอัจฉริยะ เจาะตลาดประกันออนไลน์ TQM จับมือออมสินออกบัตรเครดิตกระตุ้นลูกค้าตัดสินใจทำประกัน รายได้ 5 ไตรมาส นับตั้งแต่เข้าตลาด มีความคงเส้นคงวา ขณะที่กำไร 9 เดือนแรกของปีนี้ 356 ลบ. ขยายตัวถึง 29%

แน่นอนจากตารางการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะผันผวนขนาดไหน แต่ด้วยพื้นฐานหุ้นที่แข็งแกร่งของ SET50  และSET100 ยังสามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างโดดเด่นตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากลุ่มหุ้นดังกล่าวถือเป็นหุ้นหลุมหลบภัย ในยามที่ตลาดผันผวนให้นักลงทุนได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button