เปิดหุ้นโบรกฯปรับ (เพิ่ม-ลด) ‘กำไรปี 63’

ช่วงนี้ถือว่าอยู่ในบรรยากาศของการประกาศผลการดำเนินงานงบปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กัน

เส้นทางนักลงทุน

ช่วงนี้ถือว่าอยู่ในบรรยากาศของการประกาศผลการดำเนินงานงบปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กัน ซึ่งหากดูแล้วมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งงบไปแล้วประมาณ 43% ของมาร์เก็ตแคปรวมของตลาดฯ

ผลลัพธ์ทำให้ บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในปี 2563 ว่าด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีโอกาสชะลอลงเกือบทุกองค์ประกอบ จึงนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลง

ด้วยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่า ภาพรวมมีการปรับลด EPS ตลาดฯ ลงจากช่วงต้นปี เหลือ 97.50 บาทต่อหุ้น จาก 104.30 บาทต่อหุ้น ถือว่าปรับลงมาเข้าใกล้ประมาณการเดิมที่ทางบล.เอเซีย พลัส ประเมินไว้ที่ 95.71 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่จะมีการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลงอีก สะท้อนจากการรายงานงบการเงินของบริษัทหลักทรัพย์ที่ผ่านมา รวมถึงการทำ Earning Preview ของนักวิเคราะห์พื้นฐานในหลายบริษัท พบว่า ในภาพรวมมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงพอสมควร

ทั้งนี้ทาง บล.เอเซีย พลัส ได้รวบรวมข้อมูลล่าสุด พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ที่ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2563 ลงแล้ว 8.86 หมื่นล้านบาท

หลักๆ มาจากกลุ่มปิโตรเคมี ที่ถูกกดดันจาก Spread ปิโตรฯ ที่อยู่ในระดับต่ำ, กลุ่มแบงก์พาณิชย์ที่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ บวกกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จึงมีความเสี่ยงที่จะมีการลดดอกเบี้ยอีกในช่วงที่เหลือของปี

กลุ่ม ICT มีต้นทุนจากการประมูลคลื่น 5G ที่เพิ่มขึ้น, กลุ่มการบินและท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาด COVID-19 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เป็นต้น

ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็ยังมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น จากปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยปรับขึ้นทั้งสิ้น 7.08 พันล้านบาท หลัก ๆ มาจาก กลุ่มอาหารส่งออก ที่ได้แรงหนุนจากเงินบาทที่อ่อนค่า, ราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวขึ้นและทรงตัวระดับสูง

เหตุผลดังกล่าวทำให้สรุปภาพรวมของ บล.เอเซีย พลัส ปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลงอีก 8.1 หมื่นล้านบาท เหลือ 9.1 แสนล้านบาท ลดลง 8.1% ส่งผลให้คาดการณ์ปี 2563 ลดลงจากเดิม 95.71 บาทต่อหุ้น ลงเหลือ 87.09 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็น EPS ที่ลดลงเมื่อเทียบกับฐานปี 2562

โดยการปรับประมาณการกำไรของของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2563 ยังไม่จบ จนกว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะแจ้งผลประกอบการปี 2562 ครบในช่วงปลายเดือน ก.พ. 2563 นี้

เบื้องต้นมีรายละเอียดบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถูกปรับเพิ่ม-ปรับลด ประมาณการกำไร ดังนี้

สำหรับการปรับลดประมาณกำไรปี 2563 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 5 อันดับแรก อาทิ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 11.6 พันล้านบาท

  1. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 10.7 พันล้านบาท
  2. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 8.2 พันล้านบาท
  3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 7.9 พันล้านบาท
  4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงราว 6.6 พันล้านบาท

ส่วนที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 5 อันดับแรก อาทิ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นราว 3.3 พันล้านบาท

  1. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นราว 1.6 พันล้านบาท
  2. บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นราว 1.3 พันล้านบาท
  3. บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นราว 0.3 พันล้านบาท
  4. บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นราว 0.1 พันล้านบาท

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนให้เลือกหุ้นที่มีผลประกอบการโตโดดเด่นกว่าบริษัทอื่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่ชะลอลง อย่าง CPF ซึ่งเลือกเป็นหุ้น Top Pick

เนื่องจาก CPF มีแนวโน้มผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 โดยคาดกำไรสุทธิปี 2563 จะเติบโต 5.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับกำไรปกติปี 2563 ที่คาดเติบโตถึง 31.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจสุกรในไทยและเวียดนามที่ฟื้นตัวชัดเจน และตลาดส่งออกไก่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่คาดกำไรปกติไตรมาส 4/2562 ของ CPF จะฟื้นตัวต่อเนื่อง จากธุรกิจสุกรในเวียดนามที่ฟื้นตัวชัดเจน และคาดกำไรปกติไตรมาส 1/2563 จะเติบโตชัดเจนต่อเนื่องอีก โดยราคาสุกรปัจจุบันอยู่ที่ 68 บาทต่อกก. ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี และราคาสุกรเฉลี่ยตั้งแต่ต้นไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 73 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้นถึง 24.5% จากไตรมาสก่อน และ 4.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

รวมถึงราคาสุกรในเวียดนามเฉลี่ยตั้งแต่ต้นไตรมาส 1/2563 ยังทรงตัวสูงที่ 8 หมื่นดองต่อกก. (107 บาทต่อกก.) เพิ่มขึ้นถึง 22.3% จากไตรมาสก่อน และ 72.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากปัญหาสุกรขาดแคลนในเวียดนาม ส่วนต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองยังทรงตัวต่ำ ส่งผลบวกต่อประสิทธิภาพการทำกำไรเต็มที่ในไตรมาส 1/2563

แม้ CPF จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจในจีน 24% ของรายได้รวม แต่จากการสอบถาม CPF พบว่าจะกรณีไวรัส COVID-19 กระทบต่อ CPF จำกัด เพราะรายได้หลักเป็นธุรกิจอาหารสัตว์ราว 19% ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงไก่ 4% และธุรกิจอาหารสำเร็จรูปของคน 1%

อีกทั้ง CPF มีโรงงานกระจายอยู่ทั่วจีน และโรงงานอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยงไก่ใช้คนน้อย ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก อีกทั้งราคาหุ้น CPF ปรับฐานลงมา 4% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าสะท้อนราคาสุกรในไทยที่อ่อนตัวหลังผ่านเทศกาลตรุษจีน และความกังวลเกี่ยวกับไวรัส COVID-19 ไปมากแล้ว จึงยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 40 บาท

จากบทวิเคราะห์ งานนี้ดูเหมือนว่าบริษัทใหญ่อาจถูกหั่นเป้ากำไรในปี 2563 เพิ่ม !!!