เปิด 3 รายชื่อหุ้น SET100 วิ่งสวนตลาดฯในรอบ 3 เดือน-พร้อมดักเก็บหุ้นราคาลงลึกเกิน50%  

เปิด 3 รายชื่อหุ้น SET100 วิ่งสวนตลาดฯในรอบ 3 เดือน-พร้อมดักเก็บหุ้นราคาลงลึกเกิน50%  

ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และทำให้ธุรกิจในประเทศไทยชะลอตัวอย่างหนัก ทำให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่1-2 และ 3 เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจทุกภาคส่วน และคาดว่าเม็ดเงินภาครัฐจะช่วยหนุนให้การลงทุนในประเทศรวมทั้งตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง

เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงอย่างมากโดยเห็นได้จากดัชนี SET ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 อยู่ที่ระดับ 1579.84 จุด อ่อนตัวมาอยู่ที่ระดับ 1087.82 จุด ณ วันที่ 31 มี.ค.63 ลดลง 492.02 จุด หรือลดลง 45.22% เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นอย่างหนักและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงหนักและบางตัวลงแรงเกินพื้นฐานธุรกิจ

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ยังคงมีความผันผวนสูงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ความหวังหลักจึงอยู่ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  อีกทั้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเริ่มมีกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยหลังจากที่ตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิกว่า 121,000 ล้านบาท จึงมองเป็นสัญญาณบวก

ซึ่งหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาสที่ 2 คาดว่าอาจเห็นดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,350 จุดได้ภายในปีนี้ จากสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงและการคาดหวังการฟื้นตัวของกำไรในปีหน้า

ดังนั้นทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มที่น่าลงทุนมานำเสนอเพื่อรอดัชนีฟื้นตัวกลับ โดยครั้งนี้เน้นไปที่กลุ่ม SET100 เนื่องจากช่วงที่ผ่านราคาปรับตัวลงแรงเกินพื้นฐานบริษัท โดยครั้งนี้เปรียบเทียบข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.62-31 มี.ค.63

โดยจากการสำรวจข้อมูลกลุ่ม SET100 ในช่วง 3 เดือนพบว่ามีหุ้น 3 รายที่ปรับตัวแข็งแกร่งและบวกสวนภาวะตลาดในภาวะโควิด-19 ระบาดหนักได้อย่างสดใสนั้นก็คือ STA,TU และ TQM ดังตาราประกอบ

โดยบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนปรับตัวขึ้น 10%  จากยืนที่ระดับ 10 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62  บวกไป 1.00 บาท มาอยู่ที่ระดับ 11.00 บาท ณ วันที่ 31 ม.ค.63 เนื่องจากธุรกิจถุงมือยางได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดและเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานปี 2563

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA ทั้งนี้จากข่าวใน Bloomberg ว่า ธุรกิจถุงมือยางโลกกำลังขาดสต๊อกเพราะมาเลเซียประกาศ LOCK DOWN เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน (18 มี.ค. – 14 เม.ย.) ทำให้โรงงานถุงมือในมาเลเซียขาดคนงานและมีอัตราการใช้กำลังผลิตได้เพียง 50% ตอนนี้คำสั่งซื้อต้องรอคิวการส่งมอบนานถึง 4 เดือน

ดังนั้นจึงคาดว่าโรงงานถุงมือยางในไทยจะได้รับประโยชน์ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตใหญ่อันดับสองรองจากมาเลเซีย และไทยมีจุดเด่นคือแหล่งวัตถุดิบน้ำยางข้นเป็นของตนเอง ส่วนคู่แข่งอีกรายคือจีนคงต้องเร่งผลิตเพื่อใช้เองมากกว่า

สำหรับ STA มีบริษัทย่อยคือ STGT มีส่วนแบ่งตลาดถุงมือยางโลก 7% และยังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องใน 5 ปีข้างหน้ารวม 83% จึงคาดว่า STGT จะมีทั้งปริมาณขายเพิ่ม และโอกาสในการปรับราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นและกำไรเติบโต

น.ส.ทิพย์วดี สุดเวหา ผู้จัดการกลุ่มงานนักลงทุนสัมพันธ์ STA เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปี 63 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ จากปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 148.54 ล้านบาท จากปริมาณการขายถุงมือยางในปีนี้ที่คาดจะเพิ่มเป็น 28,000 ล้านชิ้น จากสิ้นปี 62 อยู่ที่ 19,913 ล้านชิ้น และผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติเพิ่มเป็น 1.3-1.4 ล้านตัน จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.1 ล้านตัน

 

ด้านบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนภาวะตลาดติดลบได้อย่างแข็งแกร่ง โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 30 .ค.62 อยู่ที่ระดับ 13.50 บาท บวก 0.30 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.22% มาอยู่ที่ระดับ 13.80 บาท เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเช่นกัน

โดยบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การแพร่ระบาด COVID-19 ในไทยมีกลุ่มรับประโยชน์ระยะสั้น เช่น ค้าปลีก (BJC, CPALL, MAKRO), อาหาร (CPF, TU), สื่อสาร (ADVANC, DTAC)

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท/หุ้น โดยได้ Sentiment บวกค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงิน Euro โดยมีรายได้จากการส่งออกคิดเป็น 75% ของรายได้รวมและส่วนใหญ่ส่งออกไปในกลุ่มประเทศในยุโรป ทุกๆ 1 บาทที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ Euro จะเพิ่มกำไรให้กับ TU ประมาณ 600 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากข่าวบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 200 ล้านหุ้นมูลค่า 3 พันล้านบาท

 

ส่วนบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนภาวะตลาดติดลบได้อย่างแข็งแกร่ง โดยราคาหุ้น ณ วันที่ 30 .ค.62 อยู่ที่ระดับ 66.00 บาท บวก 1.25 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.89% มาอยู่ที่ระดับ 67.25 บาท ณ วันที่ 31 มี.ค.63 เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเช่นกัน

นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/63 เติบโตกว่าช่วงไตรมาส 1/62 และดีกว่าช่วงไตรมาส 4/62 หลังจากช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ ยอดขายประกันเติบโตค่อนข้างมากโดยเฉพาะประกันภัยไวรัสโควิด-19 “เจอ จ่าย จบ” ที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เป็นผู้รับประกัน ซึ่งเดิมบริษัทคาดยอดขายไว้ 3 แสนราย แต่เมื่อรวมกับประกันภัยของบมจ.วิริยะประกันภัย และบริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด ทำให้ยอดขายทะลุไปแล้ว 1 ล้านราย ถือว่าถึงเป้าหมายเร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมคาดจะทำได้ 1 ล้านรายใน 1 ปี

ทั้งนี้ ในช่วงกลางปีนี้บริษัทอาจจะทบทวนเป้าหมายการเติบโตของปีนี้อีกครั้ง จากเดิมที่คาดว่ายอดขายในปีนี้เติบโต 15-16% มาที่ 15,000 ล้านบาท จากปีก่อนทำยอดขายได้ 12,000 ล้านบาท เนื่องจากทิศทางไตรมาส 1/63 นี้เติบโตได้ค่อนข้างมากและดีกว่าที่บริษัทคาดไว้

นอกจากหุ้นที่ยืนบวกสวนภาวะตลาดร่วงหนักและส่วนสถานการณ์โควิด-19 ระบาดแล้วยังมีกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจเข้าลงทุนนั้นก็หุ้นที่ปรับตัวลงแรงสูงสุดเกิน 50% และเป็นหุ้นที่ราคาต่ำกว่า P/E ตลาดหลักทรัพย์ SET ที่ระดับ 14.03 เท่า ณ วันที่ 8 ม.ย.63 และมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นพื้นฐานแกร่งไว้ลงทุนได้ โดยมีทั้งหมด 25 ตัว ดังตารางประกอบ

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น