‘แบงก์’ เซนติเมนต์เชิงลบ

จะว่าไปแล้ว


ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร

จะว่าไปแล้ว

แบงก์แต่ละแห่ง ที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลนั้น ก็ไม่ได้มีจำนวนเงินมากนัก เมื่อเทียบกับงวดที่จ่ายรายปี

แต่สิ่งที่ทำให้ราคาหุ้นแบงก์ลงมาค่อนข้างมาก

นั่นมาจาก “เซนติเมนต์เชิงลบ”

เพราะมีการคาดการณ์ไปว่า แบงก์กำลังเผชิญกับปัญหาเลวร้ายหรือไม่

โดยเฉพาะเรื่อง “หนี้เสีย” จากสถานการณ์โควิด-19 จนนำไปสู่การตั้งสำรองฯ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แต่หากใครที่ติดตามข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของนายแบงก์แต่ละแห่ง

รวมถึงบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ

เราจะไม่เห็นความกังวล (อย่างมาก) ดังกล่าวออกมาจากนายแบงก์ และนักวิเคราะห์

แม้นายแบงก์บางคนจะบอกว่า มีโอกาสที่หนี้เสียจะปรับเพิ่มขึ้นได้

ทว่า ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ และตัวเลขก็น่าจะเป็นไปตามที่พวกเขาประมาณการกันไว้

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ที่ต่างทำสถานการณ์จำลองเอาไว้เช่นกันว่า กรณีเลวร้ายสุด แบงก์ไทยจะต้องเผชิญกับหนี้เสียอย่างไร พร้อมกับสรุปว่า แบงก์แต่ละแห่งน่าจะควบคุมได้

หรืออย่างมาก น่าจะกระทบกับกำไรที่ลดลงบ้าง

แต่ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายอะไร เงินกองทุนติดลบ อะไรขนาดนั้น

เรามาดูตัวเลขสำคัญทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยกันอีกครั้ง

ณ สิ้นเดือนเมษายน 2563 ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,616,162 ล้านบาท

หรือคิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 18.9%

ตัวเลขนี้นับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเกณฑ์เงินกองทุนที่ต้องดำรงขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดไว้ 11.0%แบ่งเป็น เงินกองทุนขั้นต่ำ 8.5% และ Conservation Buffer 2.5%

และที่สำคัญ

ตัวเลข 18.9% ที่ว่านี้ สูงกว่ามาตรฐานสากลของ Basel Committee on Banking Supervision (BCBS) 10.5%

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทย มีการวางแผนเพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนเป็นปกติประจำอยู่แล้ว

มีข้อมูลจากสมาคมแบงก์ได้ระบุไว้น่าสนใจเพิ่ม

นั่นคือ ธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติ

รวมไปถึงรองรับการ “ชำระคืนเงินฝาก” กับประชาชน และ “หุ้นกู้” ให้กับนักลงทุน

ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีสินทรัพย์สภาพคล่องที่ใกล้เคียงเงินสด เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรรัฐบาลถึง 4.38 ล้านล้านบาท เพียงพอรองรับความต้องการถอนเงินและใช้เงินในระยะสั้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน

และยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 1.8 เท่า

เห็นตัวเลขกันแบบนี้แล้ว ก็น่าจะสบายใจได้

แต่การประกาศของแบงก์ชาติที่ออกมา ต้องบอกกันแบบตรง ๆ ว่า มีการสื่อสารที่ไม่ดี เพราะกลับ “สร้างความตื่นตระหนก” ให้กับนักลงทุนและประชาชน

มีการแชร์ข่าวออกไปจำนวนมาก ทั้งเตรียมขายหุ้นทิ้งบ้างล่ะ จะไปถอนเงินจากธนาคารบ้างล่ะ

ทำให้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องมีการออกมาให้ข้อมูลจากหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชน เพื่อลดความตื่นกลัว

ซึ่งก็พอได้ผลในระดับหนึ่ง (บรรเทาการร่วงของราคาหุ้นแบงก์ และแพนิกได้บ้าง)

ส่วนเมื่อวานนี้ ที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารยังปรับลง

และมีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างมาก

น่าจะมาจากกองทุนต่าง ๆ ได้ “ปรับพอร์ต”

พร้อมกับเตรียมโยกเงินเพื่อไปลงทุนยังหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป

Back to top button