“โควิด” พ่นพิษ “พาณิชย์” เผยส่งออก พ.ค.63 ร่วงหนัก ติดลบ 22.50% ต่ำสุดรอบ 4 ปี!

"โควิด" พ่นพิษ "พาณิชย์" เผยส่งออก พ.ค.63 ร่วงหนัก ติดลบ 22.50% ต่ำสุดรอบ 4 ปี!


น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน พ.ค.63 โดยการส่งออกมีมูลค่า 16,278 ล้านเหรียญฯ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง 22.50% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่ออุปสงค์ อุปทานที่ลดลง

ส่วนการนำเข้าเดือน พ.ค.ที่ผ่านมามีมูลค่า 13,584 ล้านดอลลาร์ ลดลง 34.41% ได้ดุลการค้า 2,694 ล้านดอลลาร์

น.ส.พิมพ์ชนก ระบุว่า มูลค่าการส่งออกในเดือน พ.ค.ต่ำสุดรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ เม.ย.59 ส่วนหนึ่งจากผลพวงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับฐานสูงในเดือน พ.ค.62 ที่มีมูลค่าการส่งออกถึง 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สำหรับภาพรวมช่วง 5 เดือนแรกของปี 63 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 97,899 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ -3.71% ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 88,808 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -11.64% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 9,090.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

น.ส.พิมพ์ชนก ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือน พ.ค.63 หดตัวลงมาก มีสาเหตุสำคัญจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้อุปสงค์และอุปทานของหลายประเทศทั่วโลกลดลง และยังประเมินได้ยากว่าจะลากยาวไปถึงเมื่อใด นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากฐานมูลค่าการส่งออกที่สูงในเดือน พ.ค.62 จึงทำให้มีอัตราติดลบในระดับสูง

“ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากโควิด ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกไทยในเดือนพ.ค.นี้ เช่นเดียวกับหลายประเทศ รวมถึงอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ แต่การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนกำลังซื้อและความต้องการสินค้าไทยให้ฟื้นตัวในระยะข้างหน้า” น.ส.พิมพ์ชนก ระบุ

อย่างไรก็ดี แม้สินค้าอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบมาจากปัญหาด้านโลจิสติกส์ แต่สินค้าไทยหลายรายการยังสามารถประคองตัวเองได้ เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าอาหารที่พบว่าในเดือน พ.ค.มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 22% จากเดือน เม.ย.ที่ขยายตัวได้ 15-16%

ทั้งนี้ น.ส.พิมพ์ชนก เชื่อว่าการส่งออกของไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจากการหารือกับผู้ประกอบการส่งออกในแต่ละ sector ต่างยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวได้เมื่อใด แต่ประเมินว่าการส่งออกในช่วงหลังจากนี้ไปจะค่อยๆ เริ่มดีขึ้น และไม่ต่ำไปมากกว่านี้แล้ว ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะไม่มีการระบาดของโควิดในระลอกสองจนทำให้ต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง พร้อมกันนี้ เห็นว่าผู้ประกอบการไทยจะต้องหันมาเน้นการทำตลาดเชิงรุก และการค้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมของสินค้าไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง

“สิ่งที่เรากังวลตอนนี้ คือตัวเลขการส่งออกและการค้าทั่วโลก หากส่งออกไม่ได้ การท่องเที่ยวยังไม่กลับมา คนในประเทศจะมีแหล่งรายได้ลดลง จากที่ประเมินดูแล้วการท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติคงไม่กลับมาทันภายในปีนี้ ขณะที่การส่งออกก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่ ซึ่งถ้าคนขาดรายได้ ก็จะเป็นหนี้มากขึ้น ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย นี่เป็นสิ่งที่เรากังวล” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว

ขณะเดียวกัน ได้มีข้อเสนอแนะไปถึงภาครัฐที่ควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันและลดทอนผลกระทบจากรายได้ประชาชนที่ลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยในภาคการค้าและการส่งออกนั้น รัฐควรให้ความช่วยเหลือตามแนวทาง ดังนี้

1.สนับสนุนบริษัทส่งออก ผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงนโยบายการช่วยเหลือของภาครัฐ เพื่อประคองธุรกิจในภาวะที่การส่งออกยังมีความไม่แน่นอนสูง

2.ส่งเสริมการตลาดในสินค้าที่มีความต้องการซื้อสูงในช่วงนี้ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร

3.ตั้งเป้าหมายและสนับสนุนการเข้าถึงตลาดศักยภาพและมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

4.แก้ไขปัญหาโลจิสติกส์ เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะนี้ และ 5.บริหารความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า ในช่วงถัดไปมีปัจจัยสนับสนุนการส่งออก โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศได้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศผ่านมาตรการช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ประเทศคู่ค้ามีกำลังซื้อมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีปัจจัยลบจากที่ทุกประเทศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในฝั่งเอเชียมากขึ้น ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และกลุ่มโอเปกพลัสรร่วมกันลดกำลังการผลิตได้ตามข้อตกลง จะส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มพลังงานในช่วงที่เหลือของปี

นอกจากนี้ น.ส.พิมพ์ชนก ยังกล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า หากมูลค่าการส่งออกของไทยในแต่ละเดือนที่เหลือของปีอยู่ที่ระดับ 17,000-18,000 ล้านดอลลาร์ ก็คาดว่าทั้งปีนี้การส่งออกจะหดตัวราว -5% แต่หากมูลค่าการส่งออกทำได้ดีกว่านี้ อัตราการติดลบก็จะน้อยลง

“ตอนนี้ทั้งปีก็ติดลบมากกว่า 3% แล้ว ไตรมาสถัดไปยังไม่แน่ใจว่าจะได้ถึงเดือนละ 19,000 ล้านดอลลาร์หรือไม่…ถ้าต่อเดือนทำได้ 17,000-18,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งปีก็น่าจะติดลบราว 5% แต่ถ้าทำได้ดีกว่านี้ ก็อาจจะติดลบน้อยลง” น.ส.พิมพ์ชนก ระบุ

Back to top button