เคาะ 5 หุ้นโรงพยาบาลตัวท็อป! รับธุรกิจเข้าไฮซีซัน-รัฐอนุมัติทัวร์สุขภาพเข้าประเทศ

เคาะ 5 หุ้นโรงพยาบาลตัวท็อป! รับธุรกิจเข้าไฮซีซัน-รัฐอนุมัติทัวร์สุขภาพเข้าประเทศ


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมข้อมูลหุ้นที่น่าลงทุนมานำเสนอโดยครั้งนี้เน้นไปที่ที่กลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากมีปัจจัยบวกในเรื่องศบค.เห็นชอบผ่านหลักการรับต่างชาติเข้าประเทศไทย 4 กลุ่ม  ซึงมีกลุ่มที่เข้ามาตามโครงการ Medical & Wellness Program เพื่อเข้ารับบริการทางสุขภาพจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการการเข้าประเทศไทย จึงคาดว่ากลุ่มหุ้นโรงพยาบาลจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้หุ้นกลุ่มหุ้นโรงพยาบาลอยู่ในกลุ่มหุ้นปลอดภัย(Defensive) และเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซันธุรกิจ จึงมองเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง

โดยวานนี้(22ก.ค.63)  นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานในช่วงเช้าวันนี้ มีมติเห็นชอบในหลักการกรณีการผ่อนคลายมาตรการเพื่อเปิดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยให้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวัสโควิด-19

สำหรับชาวต่างชาติ 4 กลุ่มที่จะผ่อนผันให้สามารถเดินทางเข้าประเทศ ได้แก่ 1.กลุ่มที่เข้ามาร่วมงานแสดงสินค้า 2.กองถ่ายทำภาพยนตร์ 3.กลุ่มที่เข้ามาตามโครงการ Medical & Wellness Program เพื่อเข้ารับบริการทางสุขภาพ และ 4. กลุ่มผู้ถือบัตร Thailand Elite Card ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

แนวทางปฏิบัติเบื้องต้นคือ จะต้องมีการกักตัวใน Alternative Quarantine และจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามกลุ่มที่เดินทางเข้ามาตลอดระยะเวลา ส่วนกลุ่ม Medical & Wellness Program หลังจากเข้ามาพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลครบ 14 วันแล้ว สามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปในที่ต่าง ๆ ได้

ขณะที่กลุ่มผู้ถือบัตร Thailand Elite Card  ที่ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 10,363 ราย แบ่งเป็นอยู่ในไทย 3,108 ราย และ อยู่ต่างประเทศ 7,255 ราย จะเริ่มนำร่องให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ 200 ราย ส่วนรายละเอียดได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณากำหนดแนวทางต่อไป

ด้านบล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กลยุทธ์การลงทุน  คาด Set Index ภาคบ่ายแกว่งตัวในกรอบ 1,370-1,380 จุด ตลาดยังขาดกลุ่มนำตลาด กลุ่มธนาคารถูกกดดันจากงบไตรมาส 2/63 ที่อ่อนแอกลุ่มน้ำมันกังวลสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์เพิ่มขึ้น กลยุทธ์เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวก อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS BH BCH) รับผลบวกภาครัฐอนุมัติทัวร์สุขภาพ และกลุ่มที่ผลกำไร 2q20 แข็งแกร่ง อาทิ SPRC CPF TASCO และ PTG

 

บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  TOP BUY Hospital sector แนะนำ ซื้อเก็งกำไร หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล อย่าง BCH BDMS CHG ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่น่าจะมีราคา outperform ได้ดีกว่าตลาดในสัปดาห์นี้ที่คาดว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลง จากความกังวลการระบาดของCOVID-19 ที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ)หลังหลายประเทศมีการคลาย lockdown กันไปก่อนหน้านี้ ทำให้มีความเสี่ยงว่าหลายประเทศอาจจะต้องกลับมา lockdown กันอีกครั้ง

นอกจากนั้นแล้วผลกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 2/63 ก็ได้รับผลกระทบจำกัดกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากถือว่าเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งการที่ราคาหุ้นมีการปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้ก็ทำให้ valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ในกลุ่มนี้ให้ CHG เป็น top pick โดยมีราคาเป้าหมาย 2.70 บาท

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  หุ้นกลุ่มการแพทย์เข้าไฮซีซัน BCH,BDMS,CHG, RJH, RPH โดย RJH ปีนี้กำไรโตได้แม้มีโควิด-19 กำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ไม่ได้ย่ำแย่มาก เพราะจำนวนคนไข้เริ่มฟื้นตัวในเดือนพ.ค.63 และดีขึ้นในเดือนมิ.ย.63 คาดกำไรสุทธิปี 63F +2%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าจีดีพีไทยที่ติดลบ เพราะโรงพยาบาลรับตรวจโควิด-19 รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 28 บาท คาดกำไรสุทธิปี 64F โต +15% ซึ่งมาจากจำนวนคนไข้เพิ่มขึ้น และการเปิดศูนย์เฉพาะด้านในไตรมาส 4/63 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เป็นเงินสดสุทธิ และ Valuation จูงใจ

ส่วน BCH คาดกำไรสุทธิ ไตรมาส 2/63 จะเติบโตเป็นเลขสองหลัก จำนวนคนไข้ไทยและคนไข้ต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยฟื้นตัว, มีรายได้จากบริการตรวจเชื้อโควิด-19, ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุน & ค่าใช้จ่าย และสำนักงานประกันสังคมฯให้งบประมาณกับโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 7.3% เป็นโรงพยาบาลเอกชนผู้นำในการตรวจโควิด-19 ถึงวันที่ 10 มิ.ย.63 BCH ตรวจไปแล้วมากกว่า 106,800 ราย (23% ของจำนวนเคสที่ตรวจทั้งหมด) ซึ่งคาดว่าจะทำกำไรเข้ามาใน ไตรมาส 2/63 เท่ากับ 50 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 20% ของกำไรสุทธิในไตรมาส 2/63

คาดว่าจะมีการตรวจโควิด-19 อีกมากในครึ่งปีหลัง 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่จบ และหลังผ่อนคลาย Lockdown & เปิดให้บางกลุ่มเดินทางเข้าประเทศได้ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น ความต้องการในการตรวจหาโควิดก็มีมากขึ้นตามความเสี่ยง ในเชิงกลยุทธ์แนะนำซื้อ ฝ่ายวิจัยฯ DBS ให้ราคาเป้าหมาย 17 บาท (DCF) ทั้งนี้การเติบโตในปี 63F-64F ไปได้ดี ประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขยายตัว +3% และ +9% ในปี 64F ขณะที่เศรษฐกิจในปีนี้ย่ำแย่และจีดีพีติดลบ

 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กลุ่มการแพทย์ คาดกำไรของกลุ่ม 2.04 พันลบ.ในไตรมาส 2/63 ลดลง 48% เทียบไตรมาสก่อนหน้า,ลดลง 39% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หดตัวชั่วคราวและเป็นจุดต่ำสุดของปีเพราะการ lockdown ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติและไทยลดลงอย่างมาก

โดย EKH มีกำไรหดตัวแรงสุด รองลงมาคือ BH, BDMS ตามสัดส่วนการพึ่งพาลูกค้าต่างชาติ โดย BH มีลูกค้าต่างชาติ 65% BDMS 30% ส่วน EKH 17% แต่ฐานกำไรที่น้อยกว่าจึงกระทบแรงกว่า มีเพียง BCH ที่คาดกำไรโตทั้งเทียบไตรมาสก่อนหน้า, เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

ยังคงมุมมองบวกในระยะยาวต่อศักยภาพการเติบโตของกลุ่มโรงพยาบาลในด้านการเป็น Medical Hub คาดกำไรของกลุ่มปี 2563 ลดลง 18% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (ยกเว้น BCH, CHG, VIBHA มีกำไรเติบโต) แต่ฟื้น +24% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ปีหน้า PE ของกลุ่มจะลดจาก 35 เท่าปีนี้เป็น 26 เท่าปีหน้า Top pick เป็น BCH (เป้าปีหน้า 17.5 บาท), CHG (เป้าปีหน้า 2.9 บาท) เพราะมีลูกค้าคนไทยสูงและมีรายได้จากประกันสังคมซึ่งได้ปรับขึ้นค่าหัวต้นปี

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button