วัดใจไปสู่แตกหัก ?

ความขัดแย้งทางการเมืองยกระดับไปอีกขั้น เมื่อเกิดความตึงเครียดจากการจับทนายอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก 2 แกนนำ #เยาวชนปลดแอกโดยยังกาหัวเตรียมจับอีก 29 คน ตั้งข้อหาร้ายแรง เป็นกบฏ ปลุกปั่นให้กระด้างกระเดื่อง ก่อความไม่สงบ มั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ ฯลฯ


ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

ความขัดแย้งทางการเมืองยกระดับไปอีกขั้น เมื่อเกิดความตึงเครียดจากการจับทนายอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก 2 แกนนำ #เยาวชนปลดแอกโดยยังกาหัวเตรียมจับอีก 29 คน ตั้งข้อหาร้ายแรง เป็นกบฏ ปลุกปั่นให้กระด้างกระเดื่อง ก่อความไม่สงบ มั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ ฯลฯ

การบุกจับทันที ไม่มีหมายเรียกล่วงหน้า ทำให้นักศึกษาประชาชนลุกฮือ ชุมนุมกันที่ สน.บางเขน ให้กำลังใจที่ศาลอาญา กระทั่งศาลให้ประกันตัว ก็ยังมากันแน่นสกายวอล์ก

นั่นแค่วันศุกร์ วันเสาร์ ยังไม่ทราบว่าวันอาทิตย์ วันจันทร์ จะร้อนแรงเพียงไร ตำรวจจะจับใครอีกกี่คน ทนายอานนท์ก็ยืนยันจะไปปราศรัยที่เชียงใหม่ ธรรมศาสตร์รังสิต ซึ่งคาดว่าคนจะล้นหลาม เพราะนอกจากเป็นวันเปิดเทอม ยังมาจับใหญ่สุมไฟ

สถานการณ์ถอยกลับไปสู่ระดับเดิมไม่ได้ เพราะถ้าเราย้อนลำดับเหตุการณ์ #เยาวชนปลดแอก ชุมนุมวันที่ 18 ก.ค. แล้วลามไปตามมหาวิทยาลัยและจังหวัดต่าง ๆ แปรขบวนหลากสีสัน ม็อบตุ้งติ้ง วิ่งแฮมทาโร่ ได้ใจประชาชน จนรัฐบาลที่ตอนแรกพยายามกำราบ ส่งตำรวจไปบล็อกคนจัด ให้ครูขู่นักเรียน ฯลฯ ต้องผ่อนท่าทีลง ยอมให้จัดได้แต่ต้องไม่มีป้ายระคายตา ยอมลดข้อกำหนดใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ไม่ห้ามชุมนุมทางการเมือง ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีแต่ที่เชียงใหม่ ออกหมายเรียกแกนนำ

ในด้านข้อเรียกร้อง แก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภา หยุดคุกคาม กรรมาธิการสภาก็มีมติแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประยุทธ์ขานรับ และจะให้เลขาสภาพัฒน์ฯ เปิดเวทีรับฟังนักศึกษา

ทำไมจู่ ๆ กลับมาออกหมายจับ ใช้ข้อหาร้ายแรงเกินกว่าเหตุ กบฏ มั่วสุม ติดคุกห้าปีสิบปี ไม่ใช่แค่ออกหมายเรียกฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ชุมนุม ที่โดนกันจนชินชาแล้ว (อย่าลืมว่า รัฐบาลก็ย้ำมาตลอด พ.ร.ก.ฉุกเฉินใช้ป้องกันโรคไม่ได้ใช้ทางการเมือง)

สถานการณ์จึงยกระดับไปสู่การใช้พลังมวลชนกดดันอำนาจรัฐ นักศึกษาประชาชนชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว กลายเป็น Power Play เกมวัดใจ ระหว่างอำนาจกฎหมาย ตำรวจ ศาล กับพลังคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวกราก โดยสถานการณ์อาจจะยกระดับไปยิ่งกว่านี้ในอีกหลายวันข้างหน้า

จุดที่บางคนหวังว่าจะลงเอยด้วยดี เช่น มีการเจรจาต่อรอง แก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง สสร.ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซื้อเวลาลดความขัดแย้งไปก่อน จึงล่มสลายลงทันที เป็นไปไม่ได้ ไม่ถอยกลับอีกแล้ว

สถานการณ์นับจากนี้จะเป็นเกมวัดใจ วัดพลัง บีบให้ต้องเอาชนะกัน เพราะท่าทีของรัฐบาลคือต้องการกำราบปราบปราม สยบม็อบให้ได้ ไม่ปล่อยให้ม็อบไปเรื่อย ๆ อีกแล้ว ขณะที่ฝ่ายเยาวชนปลดแอกก็ต้องรวมพลัง ต่อต้านการจับกุมคุมขัง 31 แกนนำ และทำให้ข้อเรียกร้องบรรลุผลโดยด่วน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถแตกหัก ฝ่ายนักศึกษาประชาชนไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรไปล้มรัฐบาลระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จได้ แต่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งคุมทุกอย่าง ทั้งตำรวจทหาร อำนาจปืน อำนาจกฎหมาย ก็ไม่สามารถปราบปรามคนรุ่นใหม่ได้ ต่อให้จับกุมแกนนำสักร้อยคน พันคน เพราะพลังคนรุ่นใหม่ ยิ่งมายิ่งร้อนแรง ไม่ใช่แค่นักศึกษา ตอนหลัง ๆ ลงไปถึงเด็กมัธยม กลุ่มที่มีหัวคิด เป็นอนาคตของประเทศทั้งสิ้น

ยิ่งจับยิ่งต้าน ยิ่งขยายพลังร้อนแรงกว้างขวาง ยิ่งเกิดแกนนำใหม่ ๆ เว้นแต่รัฐประหาร จับคนสักหมื่น กลับสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ ปิดประเทศปิดเฟซบุ๊กทวิตเตอร์สื่อสังคมออนไลน์ ทำได้ไหม ได้สิ ผู้มีอำนาจอยู่ได้ แต่ประเทศจะอยู่อย่างไร

สถานการณ์ที่จะนำไปสู่อะไร รัฐคือผู้กำหนด ถ้าจะให้หยุดรัฐมีอำนาจทำได้ หยุดการจับกุมยอมรับข้อเรียกร้อง ซึ่งครั้งนี้เห็นจะซื้อเวลาไม่ได้ ต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญยุบสภา

เว้นแต่ประมาทพลังคนรุ่นใหม่ คิดว่าสยบได้

 

Back to top button