คุมไวรัสได้ แต่กระตุ้น ‘จีดีพี’ ไม่ได้

รายงานพิเศษ

แม้ว่าเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา แต่เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มากจากทั่วโลก นักเศรษฐศาสตร์จึงคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคน่าจะฟื้นตัวได้ยาก

ยูเบน พาราคูเอลเลส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของโนมูระ กล่าวว่า อย่างดีที่สุด การฟื้นตัวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นรูปตัวยู เพราะว่ายังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและยังคงมีความเสี่ยงหลายอย่างที่เอนเอียงไปในทางลบ

การฟื้นตัวในรูปตัวยูหมายถึงว่า เศรษฐกิจใช้เวลาตรงจุดต่ำสุดของภาวะถดถอยนานมากขึ้นก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ

นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ ได้อธิบายโดยยกตัวอย่างประเทศไทยว่า แม้จะประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเจอ “แรงฉุดขนาดใหญ่” จากการชะลอตัวของการท่องเที่ยว และผลกระทบที่มาจากการท่องเที่ยวน่าจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดน หรือมีวัคซีน ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อีกครั้ง

รายงานที่เปิดเผยโดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ในเดือนที่ผ่านมา ได้ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสูญเสียการท่องเที่ยวมากสุด โดยในสถานการณ์เชิงบวกมากสุด ไทยจะได้รับควมเสียหาย 9% หรือประมาณ 47,700 ล้านดอลลาร์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ก่อนไวรัสโคโรนาระบาด การท่องเที่ยวและภาคที่เกี่ยวข้อง เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลักเพียงอันเดียว และเมื่อเอากลไกนั้นออกไป ก็ไม่มีอะไรที่จะหนุนเศรษฐกิจได้มาก

ในขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสิงคโปร์ก็ไม่น่าจะดีเช่นกัน นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า แม้สิงคโปร์ได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เป็นบางส่วนมาเดือนกว่าแล้ว แต่การระบาดที่เกิดขึ้นมาใหม่ทั่วโลกอาจคุกคามต่อดีมานด์จากต่างประเทศที่มีต่อสินค้าและบริการของสิงคโปร์เพราะว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพาดีมานด์จากภายนอกมาก เนื่องจากตลาดภายในประเทศมีขนาดเล็ก

ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังกระเสือกกระสนกับการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีประชากรมากสุดในภูมิภาค ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในท้องถิ่นได้

เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศนี้เดือดร้อนอย่างรุนแรง อินโดนีเซียเผยในวันพุธที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษหลังจากที่จีดีพีไตรมาสสองหดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าประมาณ 5.3%

หนึ่งวันต่อมาสำนักงานสถิติของฟิลิปปินส์แถลงว่า เศรษฐกิจหดตัวมากเป็นประวัติการณ์ถึง 16.5% ในช่วงไตรมาสสอง ซึ่งถือว่าหดตัวมากสุดนับตั้งแต่ปี 2524 และยังมากกว่าผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 21 คนของบลูมเบิร์ก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะหดตัวเพียง 9.4%

เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส จีดีพีฟิลิปปินส์หดตัว 15.2% และเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่จีดีพีหดตัว ซึ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว

อเล็กซ์ โฮล์ม นักวิเคราะห์ แคปิตอล อีโคโนมิคส์ กล่าวว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจในการพยายามควบคุมไวรัสกำลังทิ้งแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในงบดุลของครัวเรือนและบริษัท ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อดีมานด์เป็นเวลาหลายเดือน ความล้มเหลวที่จะควบคุมไวรัส การจำกัดการเคลื่อนไหวต่อ และการสนับสนุนทางนโยบายที่ไม่เพียงพอ ย่อมหมายถึงว่าฟิลิปปินส์น่าจะฟื้นตัวช้าสุดชาติหนึ่งในภูมิภาค

การว่างงานที่สูงเป็นประวัติการณ์และการส่งเงินกลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ที่ลดลงอย่างรุนแรง ได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคของเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนสองในสามของจีดีพี ขณะเดียวกันการส่งออกก็ลดลงเป็นเลขสองหลักต่อปีตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์จำกัดการผลิตและกระทบซัพพลายเชน

ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถโงหัวได้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศเข้มงวดมาตรการล็อกดาวน์ในกรุงมะนิลาและจังหวัดใกล้เคียงใหม่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวนี้น่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ กล่าวว่า ทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้นที่จะต้องอุดหนุนเศรษฐกิจ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ไม่ได้ใช้งบประมาณมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนบางประเทศในภูมิภาค แผนการใช้จ่ายที่วุฒิสภาได้เสนอมีมูลค่าเพียง 140,000 ล้านเปโซ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแผนกระตุ้นของรัฐบาลอื่น ๆ

ส่วนเวียดนามที่ถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่มีอนาคตมากสุดในภูมิภาค ก็มีอัตราการเติบโตช้าสุดในรอบ 30 ปีในช่วงไตรมาสสอง โดยโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเพียง 0.3% จากที่ขยายตัวถึง 6.73% ในปีที่ผ่านมา

การเติบโตที่น้อยมากนี้ย่อมหมายถึงว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะต้องขยายตัวถึง 10% ในช่วงครึ่งปีหลังจึงจะมีอัตราการเติบโต 6.8% ตามเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับปีนี้

สำหรับมาเลเซีย ธนาคารกลางมาเลเซียมีกำหนดที่จะเปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาสสองของปีนี้ในวันที่ 12 สิงหาคม แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีดีพีอาจจะหดตัวอย่างรุนแรงมากกว่า 10% หลังจากที่คำนึงถึงว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้อัตราผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลงถึง 32% ในเดือนเมษายน และลดลง 22.1% ในเดือนพฤษภาคม

ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นกัน โดยมีการคาดการณ์ว่าการเติบโตในปีนี้ของเมียนมาจะลดลงมาก จีดีพีจะโต 1.8% ในปีนี้และโต 6% ในปีหน้า

กัมพูชาก็น่าจะโตลดลงมากเช่นกัน คาดว่าจีดีพีจะโตเพียง 0.2% ในปีนี้ ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า 0.6% และจะโต 5.7% ในปีหน้า ส่วนลาว ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดว่า จีดีพีปีนี้จะติดลบ 0.5% และโต 4.5% ในปีหน้า ขณะที่บรูไนคาดว่าจะโตปีนี้ 1.4% และโต 3% ในปีหน้า

เอดีบี คาดการณ์ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะโตติดลบ 2.7% ในปีนี้ จากเดิมคาดว่าจะโต 1% ส่วนปีหน้าทั้งภูมิภาคจะโต 5.2% จากเดิมคาดว่าจะโต 4.7%

การควบคุมไวรัสได้ จึงไม่ได้หมายความว่าจะกระตุ้น “จีดีพี” ได้ แต่มันยังต้องอาศัยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และต้องมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่จะมาเอื้อให้เกิดความเชื่อมั่นจนทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง