อวดโฉม 18 หุ้น SET50 โชว์กำไร Q2 โตแข็งแกร่งสวนโควิด-19

อวดโฉม 18 หุ้น SET50 โชว์กำไร Q2 โตแข็งแกร่งสวนโควิด-19

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ประกาศงบไตรมาส 2/2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563 มานำเสนอเพื่อให้เห็นแนวโน้มผลการดำเนินงานในงวดดังกล่าวและให้เห็นทิศทางธุรกิจในไตรมาสที่เหลือ

โดยครั้งนี้ทำการคัดเลือกหุ้นในกลุ่มหุ้น SET50 ที่มีผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2563 เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นทั้ง 50 ตัว พบว่ามี 18 บริษัทที่มีผลกำไรเติบโต สวนปัจจัยลบทั้ง สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อภาพรวมธุรกิจทุกกลุ่มในช่วงครึ่งปีแรก 2563

สำหรับ 18 หุ้นที่มีกำไรเติบโตประกอบด้วย TU,TOP,GPSC,BGRIM,CBG,CPF,SCC,EGCO,MTC,TOA,TRUE,GULF, OSP,SAWAD,DTAC และ INTUCH อย่างไรก็ตามจะขอนำเสนอข้อมูลประกอบหุ้นเพียง 5 อันดับแรกของตารางเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนดังตารางประกอบ

โดยอันดับ 1 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่1,716.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,439.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 111.48 ล้านบาท

บล.คิงส์ฟอร์ด  ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(17ส.ค.63) ว่า  TU (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 15.98 บาท) บริษัทรายงานกำไรสุทธิงวด ไตรมาส 2/63 ที่ 1,716 ล้านบาท(+1,440%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,+69% เทียบไตรมาสก่อนหน้า) ยังสามารถเติบโตได้ดีและสูงกว่าตลาดคาด  ได้ปัจจัยหนุนทางรายได้จากประเภทธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีสัดส่วนสูงขึ้นจากความต้องการอาหารกระป๋องในช่วงการระบาดของCovid-19 โดยทั้ง 2 ประเภทธุรกิจนี้มี มีGross Marginที่สูงราว 18-26% สูงกว่าประเภทธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง(GM ราว 7-12%)

สำหรับไตรมาส 3/63 ร้านอาหารจะเริ่มกลับมาเปิดจึงจะช่วยให้ demand อาหารทะเลแช่แข็งฟื้นตัว ถือเป็นปัจจัยบวกเช่นกัน ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 63 และ ปี 64 ยังเติบโตต่อเนื่องที่ 4,690 ล้านบาท(+22.91%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 5,196 ล้านบาท(+10.78%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามลำดับ

 

อันดับ 2 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 2,480.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 337.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 566.91 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าว นื่องจากมีกำไรขั้นต้นจากกลุ่มอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาสารเบนซีนและโทลูอีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวดีขึ้น เมื่อรวมผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันจากระดับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงใน ไตรมาส 2/63ทำให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันลดลง 2.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี มีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 2,267 ล้านบาท และขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 45 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/62 มีการบันทึกค่าใช้จ่ายจากการรับรู้ประมาณการหนี้สินสำหรับผลประโยชน์พนักงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ จำนวน 384 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน จำนวน 352 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA เพิ่มขึ้น 809 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อรวมกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 389 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,451 ล้านบาท ส่งผลให้ใน ไตรมาส 2/63 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,913 ล้านบาท

 

อันดับ 3 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 1,895.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,081.15 ล้านบาท

โดยบริษัทมีกำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เพิ่มขึ้น 278 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน มาจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวลดลง รวมถึงลูกค้าอุตสาหกรรมของศูย์ผลิตสาธารณูปการระยองมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำมากขึ้น

ขณะที่กำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และอื่นๆ เพิ่มขึ้น 115 ล้านบาท จากการรับรู้กำไรขั้นต้นของบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) หลังการเข้าซื้อกิจการเมื่อ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับกำไรขั้นต้นบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วมจำกัด (CHPP) ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการให้บริการผู้รับเหมาออกแบบและก่อสร้างในไตรมาส 2

ขณะที่บริษัทมีรายได้ค่ารอนสิทธิในที่ดินของบริษัท โกลว์ ไอพีดี 3 จำกัด มูลค่า223 ล้านบาทที่ได้รับจากกฟผ.เพื่อนำไปใช้สร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านพื้นที่ นอกจากนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลดลง 340 ล้านบาท มาจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 624 ล้านบาท หรือ 39% จากการนำเงินเพิ่มทุนไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นบางส่วน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารลดลง 28% เนื่องจากการบันทึกค่าชดเชยเพิ่มเติมผลประโยชน์พนักงานของง GLOW

 

อันดับ 4 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 1,017.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 625.81 ล้านบาท

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนชั้นนำของไทย เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2563 ยังเติบโตแข็งแกร่ง แม้มีสถานการณ์เศรษฐกิจจะชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ตาม โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,682 ล้านบาท เป็นส่วนของบริษัทใหญ่ที่ 1,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,102 ล้านบาท เป็นส่วนของบริษัทใหญ่ที่ 674 ล้านบาท เติบโต 17.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเติบโตของกำลังการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องสู่ 3,019 เมกะวัตต์ ณ กลางปี 2563 โดยตั้งแต่ต้นปีที่แล้วเป็นต้นมามีเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้า 4 โครงการ และการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการ

ประกอบด้วย โครงการบี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) (ชื่อเดิม เอสพีพี 1) และโครงการโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์ ในปีก่อนหน้า และอีก 15 เมกะวัตต์ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังนี้ นอกจากการทยอยเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่แล้ว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมรายเดิมเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัว โดยในเดือนกรกฎาคม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 17% จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน ในช่วงไตรมาส 2/2563

นอกจากนี้แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติยังเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของเรา โดยในเดือน กรกฎาคม มีราคาลดลง 8% จากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในไตรมาส 2/2563 เป็น 241 บาท/ล้านBTU ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีตามประมาณการของ ปตท.

พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าในการก่อสร้างโครงการ โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Ray Power ในประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 39 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟาพลังงานลมบ่อทอง วินฟาร์ม 1&2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 16 เมกะวัตต์ มีกำหนดการ COD ในช่วงไตรมาส 4/2563 ถึงไตรมาส 1/2564 มั่นใจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาการซื้อไฟฟ้าที่ 5 พันเมกะวัตต์ ภายในปี 2565

 

อันดับ 5 บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 881.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 552.17 ล้านบาท

เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 4,508 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 754 ล้านบาทหรือร้อยละ 20.1 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของการส่งออกเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปยังตลาดต่างประเทศ และการเติบโตของรายได้จากการรับจ้างจัดจำหน่ายสินค้าให้บุคคลภายนอก

นอกจากนี้บริษัทยังประกาศจ่ายปันผลจากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. 2563 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563  และกำไรสะสม เป็นเงินสดในอัตรา 0.90 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 ส.ค.2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 4 ก.ย.2563

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น