พาราสาวะถี

มีเรื่องให้ปวดกบาลไม่หยุดหย่อนจริง ๆ สำหรับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ล่าสุด ปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ถึงเดือน ยื่นหนังสือขอไขก๊อกจากเก้าอี้ ด้วยเหตุผลการเจ็บป่วย ขณะที่ทางการข่าวก็ไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมาย ปมของการป่วยจนนำมาซึ่งการลาออก ก็เกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ความไม่ลงรอยในการเสนอบัญชีโยกย้ายภายในกระทรวงที่เกิดอาการปีนเกลียวกับ สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

อรชุน

มีเรื่องให้ปวดกบาลไม่หยุดหย่อนจริง ๆ สำหรับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ล่าสุด ปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ถึงเดือน ยื่นหนังสือขอไขก๊อกจากเก้าอี้ ด้วยเหตุผลการเจ็บป่วย ขณะที่ทางการข่าวก็ไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมาย ปมของการป่วยจนนำมาซึ่งการลาออก ก็เกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ความไม่ลงรอยในการเสนอบัญชีโยกย้ายภายในกระทรวงที่เกิดอาการปีนเกลียวกับ สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

อยู่ที่ว่างานนี้ท่านผู้นำจะเกลี้ยกล่อมให้เจ้าตัวเปลี่ยนใจ ชะลอการลาออกออกไปก่อนได้หรือไม่ เหมือนกรณีเรือดำน้ำ ขณะที่ฝ่ายคู่กรณีซึ่งมีหัวโขนอีกใบเป็นผู้อำนวยการพรรคสืบทอดอำนาจนั้น หลังการประชุมครม. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เรียกมาพูดคุยโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด แม้จะใช้เวลาไม่มากนักก็ตาม จับสีหน้าอาการแล้ว ไม่น่าจะสู้ดีซักเท่าไหร่

ถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ไม่ธรรมดาหากเทียบกับระยะเวลาที่เพิ่งเข้ามาทำงานเพียง 25 วัน ซึ่งก็น่าเห็นใจโดยสภาพของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ประกอบกับหนทางในการที่จะทำให้ทุกอย่างกระเตื้องขึ้นมาอยู่ในระดับที่ประชาชนพึงพอใจไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นโจทย์ที่หินสุด ๆ ดังนั้น หากเจ้าตัวยืนยันที่จะไม่อยู่ ก็ถือเป็นการหาหนทางลงที่น่าจะไม่ต้องเจ็บตัวมากเท่าไหร่ ต้องเข้าใจด้วยว่าหนทางทางการเมืองนับจากนี้มีแต่อุปสรรคสาหัสสากรรจ์ทั้งสิ้น

เรื่องของโควิด-19 ที่ทำท่าว่าจะสบายใจ เพราะไม่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศจะครบร้อยวันในวันนี้แล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าที่รัฐยะไข่ก็ระบาดกันอย่างหนัก ดังนั้น จึงเป็นกังวลกันว่าจะมีผลกระทบมาถึงประเทศไทยหรือไม่ เพราะช่องทางชายแดนที่เป็นพรมแดนธรรมชาตินั้น มีการลักลอบข้ามไปมาอยู่ตลอดเวลา หากการ์ดตกหรือมีใครเห็นแก่ได้ ก็จะเป็นต้นตอให้ประเทศไทยกลับมาระบาดในระลอกที่สองได้ ตรงนี้จึงต้องดูแลกันอย่างละเอียดเป็นพิเศษ

ส่วนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ล่าสุด พรรคร่วมรัฐบาลได้ยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขของฝ่ายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว มีรายละเอียดชัดไปจนถึงที่มาของส.ส.ร.และการกำหนดกรอบระยะเวลาในการยกร่าง แม้จะแตกต่างจากพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ในเมื่อเห็นพ้องกันในเชิงหลักการว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาและต้องแก้กันหลายจุด ก็เดินไปให้ถึงจุดนั้นกันให้ได้ก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีส.ส.ร.คนที่อยากให้แก้ไขก็ยังไว้วางใจไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฟัง วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลบอกว่าได้คุยกับส.ว.ไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่ขออุบผลของการพูดคุยไว้ก่อน ก็ไม่ว่ากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็หมายความว่า น่าจะมีสัญญาณไฟเขียวมาจากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแล้ว ได้จังหวะเป็นไอ้เสือถอย โดยที่ส.ว.ลากตั้งคงไม่อยากจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกถ่วงความเจริญ ขณะที่พิจารณาจากร่างแก้ไขของพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ก็ไม่ได้ดันให้พวกลากตั้งไม่มีที่ยืนแต่อย่างใด

ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ แม้กระทั่งฝ่ายค้านที่ไม่นับรวมพรรคก้าวไกลก็อ่านเกมออก มองทะลุ จึงไม่รับเงื่อนไขการปิดสวิตช์ส.ว. ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดว่า คนเหล่านั้นถึงจะไม่ได้มีความยึดโยงอะไรกับประชาชน แต่ก็เข้าใจทิศทางลม รู้กระแสสังคมว่าเป็นอย่างไร จึงมีความพร้อมที่จะร่วมมือในการแก้ไขขอเพียงแค่สัญญาณมาจากผู้แต่งตั้ง และไม่ถูกบีบหรือกีดกันจากฝ่ายการเมืองเลือกตั้งให้เป็นพวกไร้ค่า ถ้าไม่สุดโต่งจนเกินไปก็ไม่เป็นปัญหา

คำพูดคนหากเป็นยุคก่อนอาจจะหาหลักฐานมาโชว์กันยาก แต่ปัจจุบัน ใครทำอะไรไว้ที่ไหน อย่างไร และพูดอะไรไปบ้าง ถูกบันทึกและสืบค้นหาได้ง่ายด้วยปลายนิ้ว จึงไม่แปลกที่ปมเหมืองทองอัครา ในโลกโซเชียล จะมีคนไปขุดเอาคำพูดเก่าของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมาประจาน วันที่ลงนามด้วยมาตรา 44 จนถูกเอกชนฟ้องร้องเป็นคดีข้ามชาติ นักข่าวไล่บี้ถามจะรับผิดชอบยังไง ในยามที่อำนาจล้นฟ้าประกาศลั่น ผมรับผิดชอบเอง”

ประกอบกับสถานะของรัฏฐาธิปัตย์ที่ถูกตีความว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงตามมาด้วยคำถามระหว่างสู้คดีอย่าใช้เงินหลวงและถ้าแพ้คดีขึ้นมาอย่าใช้เงินภาษีประชาชนไปช่วยให้หัวหน้าเผด็จการรับผิดชอบไปแต่เพียงผู้เดียว คำตอบที่ได้ล่าสุดของท่านผู้นำคือ ปัญหานี้คาราคาซังมาหลายรัฐบาลไม่มีใครทำ พอตัวเองตัดสินใจแบบนี้ กลับมาเรียกร้องให้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว มันไม่ยุติธรรม คำพูดมันเป็นนายไปแล้ว ประกอบกับถ้าไม่มีการวินิจฉัยปมเจ้าหน้าที่รัฐไว้ คนอาจจะเห็นใจมากกว่านี้ นี่ไงกรรมเก่า

คงเป็นกรรมของประเทศไทยอีกเช่นกันที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองมานานกว่า 88 ปี มีการยึดอำนาจไม่หยุดหย่อน วันนี้แม้จะมีรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ ที่มองว่าเป็นการรัฐประหารเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าจะไม่มีการยึดอำนาจเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะเดือนนี้กันยายนต่อเนื่องไปถึงตุลาคม ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมาชวนให้เสียวสันหลัง มันมักจะวนลูปย้อนรอยมาหลอกหลอนประเทศไทยอยู่เป็นประจำ

กับอายุราชการเหลือไม่ถึงเดือนของ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ก็ไม่น่าจะลุกขึ้นมาทำการรัฐประหาร เพราะการเกษียณแบบสง่างามกลับบ้านไปดูลูกเลี้ยงหลานน่าจะสวยงามและสงบสุขมากกว่า แต่คนที่เคยผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายเหตุการณ์นับตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ก็ยังไม่ไว้วางใจ จังหวะที่สถานการณ์ต่าง ๆ บีบคั้น จวนตัว ฝ่ายสืบทอดอำนาจออกอาวุธอะไรไม่ได้ และรัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์เขียนมาเพื่อตัวเองและพวกพ้องกำลังจะถูกแก้ไขไปต่อหน้าต่อตา การฉีกทิ้งแล้วเขียนใหม่น่าจะดีกว่า

ทว่าสถานการณ์วันนี้กับก่อน 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวแปรเดียวคือม็อบคนหนุ่มสาวถ้าไม่แตะเรื่องที่อ่อนไหว ก็ไร้เหตุที่ฝ่ายเตรียมก่อการจะนำไปอ้าง ส่วนม็อบจัดตั้งที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้มีพลังมากมายเหมือนช่วงยึดสนามบินและชัตดาวน์ประเทศ นั่นจึงพอจะทำให้เบาใจได้อยู่ แต่ก็อีกนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าเผด็จการไม่ต่างอะไรกับโจรที่ไร้สัจจะ วางใจอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น