‘ช่วงเวลาดีสุด’ ของหุ้นเอเชีย

แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกในยามนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่ในช่วงนี้มีความเห็นจากสถาบันการเงินดัง ๆ ในทางบวกค่อนข้างมากจนน่าแปลกใจ

พลวัตปี 2020 : ฐปนี แก้วแดง (แทน)

แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกในยามนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่ในช่วงนี้มีความเห็นจากสถาบันการเงินดัง ๆ ในทางบวกค่อนข้างมากจนน่าแปลกใจ

เริ่มจากเจฟเฟอรี่ส์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ระบุว่า หุ้นเอเชียมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์จากหลายปัจจัยที่มาบรรจบกันเมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว โดยหุ้นวัฏจักร (Cyclical shares) บริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าจริง และบริษัทเทคโนโลยี พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นเพราะการฟื้นตัวของดอลลาร์ ราคาน้ำมัน และการค้าโลก และการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล ท่ามกลางการผ่อนคลายนโยบายคลังและนโยบายเงินอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฌอน ดาร์บี นักกลยุทธ์หุ้นทั่วโลกของเจฟเฟอรี่ส์ เอเชีย ฟอรั่ม ถึงกับกล่าวว่า “นี่กำลังจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาดีที่สำหรับหุ้นเอเชีย”

จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ดัชนี MSCI Asia Pacific Index ได้ขจัดการขาดทุนในปีนี้ และกลับมาปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า ดัชนีจะปรับตัวขึ้นอีก 13% ซึ่งจะสูงกว่าระดับสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ในขณะนี้ ดัชนี MSCI Asia Pacific Index กำลังซื้อขายที่ประมาณ 17 เท่าของประมาณการกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เมื่อเทียบกับ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งมีการซื้อขายที่ประมาณ 22 เท่า

รายงานของเจฟเฟอรี่ส์พูดถึงตลาดหุ้นจีนว่า บริษัทรถยนต์และสายการบินในประเทศที่จดทะเบียนในฮ่องกง จะมีผลงานโดดเด่นในช่วง 6-8 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน บริษัทเทรดดิ้งเฮาส์ของญี่ปุ่น และภาควัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเหล็กกล้า ก็อาจจะปรับตัวขึ้น ท่ามกลางเงินเฟ้อที่จะกลับมาใหม่ทั่วโลก เช่นเดียวกับบริษัทในไต้หวันและเกาหลี เนื่องจากมีอันดับสินเชื่อสูงและมีการจ่ายปันผลที่ดี

นักกลยุทธ์ของเจฟเฟอรี่ส์ ยังชมบริษัทเทคโนโลยีในเอเชียด้วยเช่นกันโดยเทียบกับการประเมินมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังระบุว่า หุ้นที่มีมูลค่ากำลังจะโตอย่างโดดเด่น

ในขณะเดียวกัน มีความเห็นในเชิงบวกจากทั้งโกลด์แมน แซคส์ และดอยช์แบงก์ต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน โดยชี้ว่า การปรับตัวลงของหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจใกล้ที่จะจบแล้วหากดูตามอดีต

ขนาดของการเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนี้เท่ากับแรงเทขายโดยทั่วไปของดัชนีเอสแอนด์พี 500 นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงิน แม้ว่าจะอยู่ในอัตราที่รวดเร็วกว่า และการทำโพสิชั่นออปชัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เป็นปกติแล้ว

นักกลยุทธ์โกลด์แมนระบุว่า แม้จะมีแรงเทขายในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงมองในด้านบวกเกี่ยวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนที่มาถึง โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงิน การปรับตัวลงโดยทั่วไป 5% หรือมากกว่านี้ของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ใช้เวลา 20 วันทำการ และปรับตัวจากระดับสูงสุด สู่ระดับต่ำสุดต่อประมาณ 7% ซึ่งเท่ากับการปรับตัวลงส่วนใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ทีมนักกลยุทธ์ของดอยช์ แบงก์ ได้โฟกัสไปที่ผลกระทบของตลาดออปชัน โดยใช้ตัววัดโดยพิจารณาไปที่จำนวนสัญญาที่ปรับตัวลง เทียบกับสัญญาที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งพบว่าได้ตกลงไปอยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นในเชิงบวกอยู่ในระดับสูงสุดแม้แต่หลังจากที่การปรับฐานได้ฟื้นตัวไปสู่ระดับ “เฉลี่ย” แล้ว

นักกลยุทธ์ของทั้งสองสถาบันชี้ตรงกันว่า การเลือกตั้งสหรัฐฯ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดสหรัฐฯ นักลงทุนจะยังคงต้องต่อสู้กับเหตุการณ์มหภาคของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง โดย นักยุทธศาสตร์ของดอยช์เตือนว่า ด้วยจำนวนบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ที่มีมากเป็นประวัติการณ์ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดความผันผวนในช่วงหลังวันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี มีคำเตือนจากมาร์ก โมเบียส นักลงทุนในตำนานว่า ในช่วงที่ตลาดยังคงลังเลใจ ระหว่าง ความไม่มั่นใจในหุ้นเทคโนโลยี การทดลองวัคซีนไวรัสโคโรนา และการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง ให้หลีกเลี่ยงหุ้นสามกลุ่ม คือหุ้น เหมืองแร่ ธนาคาร และบริษัทที่ไม่มีกลยุทธ์อินเทอร์เน็ต

ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนบางรายเตือนว่ากำลังจะมีการปรับฐานและฟองสบู่เทคโนโลยีใกล้จะระเบิด โมเบียส ยังคงมองหุ้นเทคโนโลยีในทางบวก โดยชี้ว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ต้องจำไว้ว่า เทคโนโลยีเป็นเหมือนทุ่งกว้างที่ต้องเลือกให้ความสนใจ ซึ่งเขาให้ความสนใจ บริษัทบริการและชิ้นส่วนเทคโนโลยี เช่นเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบชิพและซอฟต์แวร์

การเร่งพัฒนาวัคซีนในขณะนี้ ก็กำลังทำให้เกิดมุมมองในด้านบวกต่อตลาด แต่นักลงทุนกำลังทำให้หุ้นบริษัทยาปรับตัวขึ้นเมื่อมีข่าวที่ค่อนข้างเป็นบวก เพียงเพื่อจะเทขายเมื่อมีการประกาศความล้มเหลว

ในขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง โมเบียสกล่าวว่า มีโอกาสมากเป็นพิเศษในตลาดเกิดใหม่เนื่องจากนักลงทุนจะต้องการกระจายการลงทุนออกจากสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ และโอกาสที่ดีที่สุดอยู่ที่บริษัทสุขภาพ บริษัทที่ผลิตสินค้าที่ใช้ครั้งเดียวสำหรับผู้บริโภค และบริษัทที่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์

โมเบียสยังมองว่า มีความจำเป็นที่หุ้นจะต้องปรับฐานและในขณะนี้ อาจจะยังปรับฐานไม่เสร็จ แต่การปรับฐานที่ดี 20% จะทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอีกครั้ง

มุมมองบวกเหล่านี้น่าจะเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ และเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนได้ไม่มากก็น้อย ในยามที่สถานการณ์ในบ้านเมืองเรายังไม่มีข่าวดีต่อตลาดหุ้นสักเท่าไหร่