เปิดโผ 10 อันดับหุ้น SET100 ราคาพุ่งแรง-ทรุดหนักในรอบ 9 เดือนปีนี้!

เปิดโผ 10 อันดับหุ้น SET100 ราคาพุ่งแรง-ทรุดหนักในรอบ 9 เดือนปีนี้!

ดัชนีตลาดหุ้นไทย SET Index ในช่วงช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 ยังอยู่ในช่วงขาลงโดยเห็นได้จากดัชนียืนที่ระดับ 1579.84 จุด (ณ 30 ธ.ค.62) มาอยู่ที่ระดับ 1237.04 จุด (ณ 30 ก.ย.631 ส.ค.63) ลดลง 342.8 จุด หรือลดลง 21.69%

โดยในช่วงที่ผ่านมาภาวะตลาดมีปัจจัยลบกดดันหนัก ส่งผลให้มีการใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ถึง 3 ครั้งในเดือน มี.ค.หลังดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงเพราะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจทั่วโลกรับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐจีน และจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน

จากภาวะดังกล่าวทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นพื้นฐานแกร่งจนราคาปรับลงแรงเกินพื้นฐานหลายตัว ดังนั้นทีมข่าวข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้น SET100  ในช่วงดังกล่าวมานำเสนอ เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นทิศทางราคาหุ้น และเป็นโอกาสเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งที่ปรับตัวลงแรงเกินพื้นฐาน โดยเทียบข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.62-30 ก.ย.63 ตามตารารางประกอบดังนี้

สำหรับกลุ่มหุ้น SET100 ที่ปรับตัวแรง 10 อันดับแรกได้แก่ STA,RBF,TQM,JMT,DOHOME,SUPER,RS, COM7,CBG,MEGA,PRM ส่วนกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรง 10 อันดับ ได้แก่ TOP,BANPU,KBANK, SPRC,IRPC,TMB,ERW,SCB,BCP และ KTB ดังตารางประกอบ

สำหรับหุ้น SET100  ราคาปรับตัวขึ้นแรงสุดในกลุ่มอันดับ 1 คือ คือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)  หรือ STA โดยราคาหุ้นในช่วง 9 เดือนปี 2563 ปรับตัวขึ้น 165% จากระดับ 10.00 บาท   ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ  26.50 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.63

โดยราคาหุ้นทะยานแรงเป็นผลมาจากแนวโน้มธุรกิจได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจที่ผลิตถุงมือยางได้ประโยชน์( จากบริษัทลูก STGT ดำเนินธุรกิจถุงมือยาง) อีกทั้งราคายางฟื้นตัวเด่นเป็นบวกต่อธุรกิจ ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่ากำไรปีนี้และปีหน้าจะเติบโตเด่น และออกมาปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้ารวมทั้งราคาเป้าหมายทำให้นักลงทุนเข้ามาไล่ซื้อหุ้นในช่วงดังกล่าว

บล.คิงส์ฟอร์ด  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า STA* ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 46.50 บาท*) ผลการดำเนินงานในปี 2563 มีแนวโน้มเติบโตสดใส โดยอุปสงค์ต่อการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมผลิตล้อยางรถยนต์เริ่มฟื้นตัวขึ้น นอกจากนั้นบริษัทลูกอย่าง STGT ก็มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3-4 เติบโตต่อเนื่อง เทียบไตรมาสก่อนหน้า ตาม Order คำสั่งซื้อถุงมือยางที่เต็มกำไรการผลิตพร้อมกับการปรับราคาขายขึ้นต่อเนื่อง ในส่วนของการประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 ของ STA Bloomberg Consensus ประเมินเฉลี่ยที่ 5.9 พัน ลบ. และ 5.36 พัน ลบ.พลิกจากขาดทุนในปี 2562 และชะลอตัวลง -9%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2564

 

อันดับ 2 บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ราคาหุ้นในช่วง  9 เดือนปี 2563 ปรับตัวขึ้น 120.45% จากระดับ 4.40บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ  9.70 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.63

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า RBF คาดกำไรไตรมาส 3/63 โตทั้งเทียบไตรมาสก่อนหน้า และเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ในประเทศที่ดีขึ้น และลูกค้ามีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่ม Functional Drink

โดยโรงงานในเวียดนามจะเริ่ม Commercial Run ในเดือนนี้ ส่วนอินโดนีเซียกำลังทยอยเพิ่มการใช้กำลังการผลิต คาดกำไรปี 2563-2564 +43% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและ +16% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ แข็งแกร่งกว่าตลาดมากแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11 บาท

 

อันดับ 3 บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM  ราคาหุ้นในช่วง  9 เดือนปี 2563 ปรับตัวขึ้น 94.70% จากระดับ 66.00บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 128.50 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.63

บล.คิงส์ฟอร์ด แนะนำลงทุนกลุ่มรับประโยชน์ ศก.ชะลอ NPL ในระบบเพิ่ม สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน CHAYO*, JMT*, SINGER*, MTC*, SAWAD*, AUCT* ประกัน TQM*

บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TQM มีแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มยอดเบี้ยประกันใน 5 ปีข้างหน้าดังนี้ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับบริษัทประกัน 24 แห่ง เพิ่มยอดขายแบบ cross-selling และเพิ่มพันธมิตรอย่างเช่นธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และบริษัท 3BB broad-band การเข้าซื้อโบรกเกอร์เจ้าอื่น และขยายกิจการกับพันธมิตรไปในภูมิภาค ผ่านความช่วยเหลือของพันธมิตร (ในกลุ่มเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี) เช่น อาคเนย์ประกันภัย และบิ๊กซี (มีเครือข่ายสาขาในประเทศเวียดนาม, สปป.ลาว, กัมพูชา และไทย)

 

อันดับ 4 บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ราคาหุ้นในช่วง  9 เดือนปี 2563 ปรับตัวขึ้น 60.00% จากระดับ 20.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 32.00 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.63

บล.คิงส์ฟอร์ด แนะนำลงทุนกลุ่มรับประโยชน์ ศก.ชะลอ NPL ในระบบเพิ่ม สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน CHAYO*, JMT*, SINGER*, MTC*, SAWAD*, AUCT* ประกัน TQM*

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เชื่อยังมีช่องให้ราคาหุ้นของบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยฟินันเซียคาดจะรายงาน CAGR ของกำไรจากธุรกิจหลักที่สูงถึง 37% ในระหว่างปี 2563-2565 โดยที่ในปี 2564 นั้นจะเติบโตสูงถึง 45% โดยตัวเร่งคาดว่าจะมาจากรายได้ของ เป็นหลัก

โดยฟินันเซียคาดว่า NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของรายได้ทั้งหมดจาก 1) การจัดเก็บหนี้ที่เพิ่มขึ้น 28% CAGR ในปี 2020-2022 ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในกลุ่ม โดยลูกค้าในพอร์ตมีอยู่ถึง 3.5 ล้านบัญชี เทียบกับ CHAYO ที่มี 3 แสนบัญชี แล้ว BAM ที่มี 90,000 บัญชี 2) จำนวนพอร์ตที่ตัดจำหน่ายต้นทุนไปหมดแล้วเพิ่มขึ้นที่จะเป็นปัจจัยกระตุ้นรายได้และกำไร

3) แผนดำเนินงานเชิงรุกในการเพิ่ม NPL เป็น 6พันล้านบาท และ 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2020-2021 ตามลำดับ เทียบกับ NPL ที่ 3.4 พันล้านบาทในปี 2562 นอกจากนั้นแล้ว ฟินันเซียยังเชื่อว่าธุรกิจประกันของ JMT ที่คิดเป็น 9% ของรายได้ทั้งหมดจะเทิร์นอะราวด์ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ที่สำคัญ JMT ยังมีแผนที่จะทำ M&A ผ่านการสวอปหุ้นกับพันธมิตรที่ทางฟินันเซียยังไม่ได้นำมารวมไว้ในคาดการณ์นี้

ทั้งนี้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 42 บาท จาก P/E 2021 ที่ 34.75 เท่า และ 0.5 STD ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยใน 5 ปี

 

อันดับ 5 บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ราคาหุ้นในช่วง  9 เดือนปี 2563 ปรับตัวขึ้น 53.85% จากระดับ 9.75 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 15.00 บาท ณ วันที่ 30 ก.ย.63

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หุ้นเด่นเดือนตุลาคม:เนื่องจากเรามองว่ายังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาคภายนอกอีกหลายประเด็น ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดผันผวนได้ จึงแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นแบบ  bottom-up โดยพิจารณาหุ้น mid-cap อย่างเช่น i) หุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/63 แข็งแกร่ง

โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ DOHOME* GULF* PTG* และ SMPC ซึ่งคาดว่ากำไรน่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ii) หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 5G ซึ่งในธีมนี้เลือก COM7* และ HANA*

 

ส่วนกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรง 10 อันดับ ได้แก่ TOP,BANPU,KBANK, SPRC,IRPC,TMB,ERW, SCB,BCP และ KTB ดังตารางประกอบ ขณะเดียวกันหากสังเกตหุ้นดังกล่าวจะเห็นว่าราคาหุ้นส่วนใหญ่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีดังนั้นจึงเป็นโอกาสของนักลงทุนในการทยอยเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานในระยะนี้

ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนเดือน ต.ค. คาด SET Index จะผันผวนมากขึ้นโดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,200-1,300 จุด จากสถิติในอดีตปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลงเพื่อรอดูผลการเลือกตั้ง และยังต้องตามปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่วนด้านจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่สูงยังสร้างความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจช้ากว่าที่ประเมิน

ยังประเมิน SET Target ปีหน้าที่ 1,450 จุด โดยประเมินระดับในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานอีกระดับที่ 1,200+- จุด โดยยังเน้นที่กลุ่ม Domestic และ Defensive Play ซึ่งมีความผันผวนต่ำและคาดสามารถ Outperform ตลาดได้

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น