บริหารความเสี่ยงรับ ‘เลือกตั้งสหรัฐ’

เหลือเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นักลงทุนในต่างประเทศเริ่มปรับความเสี่ยงและกลยุทธ์กันแล้วเพื่อเตรียมรับมือก่อนและหลังเลือกตั้ง แม้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่มีผลกับตลาดบ้านเราโดยตรง แต่ผลกระทบโดยทางอ้อมที่มีต่อ sentiment ของตลาด ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

เหลือเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ  นักลงทุนในต่างประเทศเริ่มปรับความเสี่ยงและกลยุทธ์กันแล้วเพื่อเตรียมรับมือก่อนและหลังเลือกตั้ง แม้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่มีผลกับตลาดบ้านเราโดยตรง แต่ผลกระทบโดยทางอ้อมที่มีต่อ sentiment ของตลาด ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

รายงานของบลูมเบิร์กชี้ว่า ในขณะนี้ผู้จัดการกองทุนการเงินในเอเชีย กำลังดำเนินกลยุทธ์ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบพิเศษ เพื่อรองรับผลกระทบเมื่อต้องเจอกับความวุ่นวายทั้งในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

มีหลายกลยุทธ์ที่ผู้จัดการกองทุนในเอเชียได้ให้คำแนะนำเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีการพูดถึงคือ การลงทุนในหุ้นจีน เพราะคาดว่าการลงคะแนนในสหรัฐฯ จะมีผลกระทบจำกัดต่อสินทรัพย์ในเอเชีย  ในขณะเดียวกันก็มีการระบุถึงกลยุทธ์ในการเล่นอนุพันธ์เพื่อป้องกันการปรับตัวลงของตลาดเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำให้บริหารความเสี่ยงแบบเดิม ๆ เช่น การถือเงินเยนและทองคำและปรับการถือครองเงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

แม้ว่าในขณะนี้ความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ ได้บรรเทาเบาลงไปบ้างเนื่องจากหลาย ๆ โพลชี้ว่า โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำห่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มากขึ้น แต่ผลสำรวจของแบงก์ ออฟ อเมริกาก็ชี้ว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกได้เตรียมรับกับความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาด เนื่องจากคาดว่าจะมีการโต้แย้งผลเลือกตั้งแน่

เดวิด เชา นักกลยุทธ์ตลาดเอเชียแปซิฟิกซึ่งไม่รวมตลาดญี่ปุ่น ของอินเวสโค ซึ่งบริหารสินทรัพย์ทั่วโลกสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ บอกว่า สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอาจพบกับความผันผวนในระยะใกล้ เนื่องจากการเลือกตั้งที่มีการโต้แย้งอาจสร้างแรงกดดันในตอนแรกต่อสินทรัพย์เสี่ยงและทำให้เงินทุนหนีไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย  ดังนั้นจึงมีเหตุผลเป็นพิเศษที่จะต้องกระจายการลงทุน เช่น ลงทุนในสินทรัพย์หลบภัย และการดำเนินกลยุทธ์ตลาดที่เป็นกลาง

เป็นที่น่ายินดีว่า แนวคิดหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ ของผู้จัดการกองทุน คือ ให้เน้นลงทุนหุ้นเอเชีย เพราะว่าเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ  เอเชียมีการปรับกำไรอย่างแข็งแกร่ง เศรษฐกิจฟื้นตัว และการประเมินมูลค่าน่าสนใจ  และตลาดเอเชียยังอาจมีความโดดเด่นต่อไปในระยะสั้นนี้ หลังจากที่ดัชนี MSCI Asia Pacific Index ปรับตัวขึ้นมากกว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 มากกว่าสองเปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน และในเดือนนี้ ดัชนี MSCI Asia Pacific Index ปรับตัวขึ้น 3.2% ซึ่งตามการดีดตัว 3.6% ของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มาติด ๆ

ผู้จัดการกองทุนบางแห่งเลือกลงทุนหุ้นจีนและบริษัทเทคโนโลยี เพราะมองว่า เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเร็วขึ้น และคาดว่า ชัยชนะของไบเดน จะเป็นสัญญาณว่า ความสัมพันธ์ของจีนกับสหรัฐฯ จะมีความวุ่นวายน้อยลง

อย่างไรก็ดี ผู้จัดการกองทุนบางแห่ง อย่างเช่น บีเอ็นพี ปาริบาส แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ ได้หันไปลงทุนอนุพันธ์เพื่อปกป้องความเสี่ยงจากการอ่อนตัวของหุ้นสหรัฐฯ

ส่วนนักกลยุทธ์ของซิตี้กรุ๊ปเลือกใช้ “ดอลลาร์ออสเตรเลีย” ปกป้องการลงทุนก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยบอกว่า เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินฟรังก์สวิส มีความสัมพันธ์กับหุ้นมากขึ้น ซึ่งทำให้มันเป็นช่องทางในการสร้างโพสิชั่นระยะสั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของหุ้นได้

ฝ่ายบริหารสินทรัพย์ของยูบีเอส กรุ๊ป เอจี ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับภาวะตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่ก็ได้คำนึงถึง ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ ไว้เช่นกัน  โดยยังคงสนับสนุนให้ถือครองทองคำ เพิ่มผลตอบแทนสำหรับกระจายความเสี่ยง และเปลี่ยนจากการลงทุนหุ้นให้เป็นการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ ที่จะให้ผลตอบแทนในเชิงบวกในยามที่ตลาดกำลังปรับตัวขึ้นและลง

ส่วน ยูบีเอสเวลธ์ ได้ลงทุนในตลาดที่ยังคงล้าหลังตลาดอื่น ๆ แต่มีการประเมินมูลค่าดีและลดความเสี่ยงต่อตลาดที่อ่อนไหวต่อภาคเทคโนโลยี เช่น ตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดที่เล่นตามมูลค่า และตลาดอินเดียซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับแรงขับเคลื่อนภายในประเทศ โดยเมื่อเทียบกับตลาดฮ่องกง จะมีแรงกดดันจากชัยชนะของทรัมป์มากกว่า  ส่วนตลาดไทยและมาเลเซียก็ขึ้นอยู่กับการค้ามาก

กองทุนเจนัส เฮนเดอร์สัน อินเวสเตอร์ คาดการณ์ว่า จะมีการผ่อนคลายงบประมาณต่อไปหากพรรคเดโมแครตได้เป็นรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้มีการย้ายการลงทุนจากสินทรัพย์ที่ดีในปีนี้ไปหาสินทรัพย์ที่ล้าหลัง กลยุทธ์ของเจนัสฯ คือเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาของเงินเฟ้อ (reflation) ในสหรัฐฯ เช่นหุ้นที่มีมูลค่าโดยทั่วไปและหุ้นธนาคารในสหรัฐฯ

กลยุทธ์การลงทุนที่ได้เอ่ยมา อาจจะไม่เหมาะสมหรือเกี่ยวกับตลาดหุ้นบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่การศึกษาและรับรู้การเคลื่อนไหวในต่างประเทศ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนในบ้านเราไม่มากก็น้อย