ขึ้นอยู่กับ ‘เจ้ามือ’ (กองทุน)

วานนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับขึ้นมายืนเหนือ 1,200 จุดได้อีกครั้ง

ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร

วานนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับขึ้นมายืนเหนือ 1,200 จุดได้อีกครั้ง

หลังจากเมื่อวันศุกร์ร่วงลงไปปิด  1,194 จุด

ดัชนี 1,200 จุดที่ว่านี้ ถือเป็นระดับ “จิตวิทยา” ส่วนสัญญาณทางเทคนิคหากเป็นแนวรับจะอยู่บริเวณ 1,185–1,190 จุด ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ไม่ได้หลุด หรือต่ำกว่านั้น ทำให้ดัชนีดีดกลับได้

ปัจจัยหลัก ๆ น่าจะดีดตามตลาดหุ้นเอเชียที่ส่วนใหญ่ปิดแดนบวก

และบางตลาดปิดขึ้นอย่างร้อนแรง เช่น ญี่ปุ่น และฮ่องกง

ส่วนยุโรป ตลาดหุ้นได้กลับมาเห็นสีเขียวอีกครั้ง

และดาวโจนส์ฟิวเจอร์สได้พุ่งขึ้นไปเกือบ 500 จุด เปลี่ยนแปลง บวกกว่า 1.70–1.80%

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงตลอด และพยายามที่จะรักษาระดับดัชนีไว้ที่ 1,200 จุด นั้น

กลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างเท หรือ “สาดหุ้น” ออกจากพอร์ตต่อเนื่อง และมียอดของเดือนตุลาคม 2563 เป็น “ขายสุทธิ”

ต้องยอมรับกลุ่มกองทุนต่าง ๆ คือ “เจ้ามือ” ตลาดหุ้นตัวจริง เสียงจริง

เสมือนกดรีโมทสั่งได้เลยว่า วันนี้จะให้หุ้นปิดลบ หรือบวก ด้วยการ “ปรับพอร์ต” ขายหุ้นบิ๊กแคปที่อยู่ในกลุ่มเซต50 ออกมา และทิ้งแบบไม้ใหญ่ ๆ ทำให้ดัชนีเกิดการ “กระเพื่อม”

หลายครั้งที่เวลาตลาดหุ้นร่วงลงหนัก ๆ

ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้แต่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ มักจะออกมาบอกว่า ไม่อยากให้นักลงทุนเกิดการ “แพนิก” หรือตื่นตกใจ และพากันขายหุ้นกันออกมา

จริง ๆ หากจะออกมาพูดแบบนี้

น่าจะต่อสายตรงไปยังผู้บริหารกองทุนต่าง ๆ เลยน่าจะดีกว่า

เพราะที่ผ่านมาพบว่า วันที่หุ้นลงหนักมาก ๆ

กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันนี่แหละคือกลุ่มที่สาดหุ้นออกมาตลอด

ส่วนรายย่อยมีแต่ซื้อกับซื้อ

ในส่วนของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ หากเขาตัดสินใจแล้วว่าขายก็คือขาย และคงจะไปอะไรกับเขาไม่ได้

ส่วนกองทุนต่าง ๆ นี่สิ แม้จะบอกว่า การลงทุนในตลาดหุ้นคือ zero-sum game หรือมีผู้แพ้ และผู้ชนะ และก็เป็นแบบนี้มานานมากแล้ว

ทว่า นักลงทุนสถาบันนี้ ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านมา ต่างพยายามผลักดันให้เป็น “กลุ่มนักลงทุนหลัก” นัยสำคัญว่าเพื่อจะเข้ามาช่วยสร้าง “เสถียรภาพ” ให้กับตลาดทุนมากขึ้น

แต่ที่ผ่านมา กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังยึดประโยค zero-sum game อยู่

ปัจจุบัน นักลงทุนรายย่อย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นสูงมาก

หากจำตัวเลขไม่ผิด ล่าสุด น่าจะมีสัดส่วนการเทรดหุ้นอยู่ประมาณ 50-55% ของกลุ่มนักลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหมด

ส่วนวานนี้ที่ดัชนีดีดกลับมาได้ และกองทุนกลับมาซื้อสุทธิ 476 ล้านบาท (ถือว่าค่อนข้างน้อย)

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า กองทุนจะกลับมาลากเพื่อ “ปล่อยของ” เพิ่มหรือเปล่า

เพราะหากดัชนียังร่วงลงอีก บรรดารายย่อยอาจจะฝ่อ และพักการเทรดไปสักพัก จนในที่สุดจะไม่มีใครเข้ามา “รับของ” จากกองทุนที่ทิ้งหุ้นออกมา

เชื่อว่า ดัชนีที่ปิดบวก ทำให้รายย่อยกลับมามีกำลังใจมากขึ้น

และเมื่อเข้ามาไล่เก็บจนเผลอ ก็จะถูกเทใส่ทันที

ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาหลายครั้ง รอบแล้วรอบเล่า

สู้กับเจ้ามืออย่างกองทุน

ยากที่จะชนะจริง ๆ