จับตา! ศึกชิงเก้าอี้ปธน. “สหรัฐ” โบรกแจก “6 ธีมเด็ด” น่าสอยหลังจบเลือกตั้ง

จับตา! ศึกชิงเก้าอี้ปธน. “สหรัฐ” โบรกแจก "6 ธีมเด็ด" น่าสอยหลังจบเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยแม้ผลการสำรวจของทุกสำนักต่างระบุตรงกันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพ่ายแพ้ต่อนาย โจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่คะแนนเสียงจากผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และคะแนนเสียงจากหลายรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้

โดยการเลือกตั้งของสหรัฐเริ่มต้นแล้วตั้งแต่วานนี้ (3 พ.ย.63) และคาดว่าจะเริ่มรับรู้ผลการเลือกตั้งในช่วงเช้าของวันนี้ (4 พ.ย.) ตามเวลาในประเทศไทย

ทั้งนี้ นายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนิยมนำหน้า ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ คู่ชิงจากพรรครีพับลิกันเพียงเล็กน้อยใน 6 รัฐ Swing State ซึ่งได้แก่ แอริโซนา ฟลอริดา มิชิแกน นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลวาเนีย และวิสคอนซิน ก่อนที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยทั้ง 6 รัฐนี้เป็นรัฐที่ ปธน.ทรัมป์ เคยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2559

ทั้งนี้ รัฐ Swing Stage ถือเป็นรัฐชี้ชะตาเนื่องจากเป็นรัฐที่ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างชัดเจน โดยรัฐเหล่านี้จะเป็นรัฐที่ประชากรมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ที่ผ่านมาทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันคว้าคะแนนจากรัฐเหล่านี้ได้มากน้อยสลับกันไปมา จึงถูกมองว่า เป็นรัฐที่มีความสำคัญต่อการชี้วัดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมาตลอด

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอนมากกว่าครั้งไหนๆ และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะไม่สามารถทราบผลการเลือกตั้งได้ภายในคืนวันเลือกตั้งตามเวลาสหรัฐฯ เนื่องจากปีนี้มีบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาและขั้นตอนมากขึ้นในการนับคะแนน

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก CNBC/Change ยังบ่งชี้อีกว่า นายไบเดน จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำ ประธานาธิบดี ทรัมป์ หดแคบลงใน 6 รัฐ swing states ซึ่งยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เผชิญความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น จนกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้สกุลเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด จึงเป็นปัจจัยสกัดช่วงบวกของราคาทองคำเอาไว้

ด้าน บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุในบทวิเคราะห์ ถึงกรณีดังกล่าวว่า ช่วงนี้นักลงทุนบางส่วนจะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการเลือกตั้งสหรัฐ โดยคาดว่าจะรู้ผลชนะในช่วงเวลา 7.00 ในวันนี้ (4 พ.ย.) ของประเทศไทย โดยผลโพลคะแนนล่าสุดจาก Bloomberg Consensus ให้ความนิยม ไบรเดน อยู่ที่ 50.7 เทียบกับ ทรัมป์ ที่ 44

ทั้งนี้ หาก ไบรเดน เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมองระยะกลาง – ยาวว่า เอเชียน่าจะได้ประโยชน์จากการค้าโลกที่จะมีท่าทีประนีประนอมมากว่า ทรัมป์ อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันอาจได้รับผลกระทบเชิงลบเนื่องจาก ไบรเดน มีท่าทีในการสนับสนุนพลังงานสะอาดมากกว่า

โดยมองหุ้นได้ประโยชน์ทางอ้อมได้แก่ ขนส่ง (PSL, WICE) อิเล็กทรอนิกส์ (HANA, KCE) แต่หากผิดไปจากผลโพลคือ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งมองว่า เอเชีย มีความเสี่ยงระยะกลางจากสงครามการค้าที่จะกลับมาเผชิญอีกครั้ง แต่ช่วงสั้นมีโอกาสฟื้นตัวตามดาวโจนส์ เนื่องจาก ทรัมป์ มีนโยบายสนับสนุนตลาดหุ้น รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะได้ประโยชน์ทางอ้อม

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีการณ์คาดการณ์ว่า หาก ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้จะ ส่งผลดีต่อหุ้นน้ำมัน อย่าง PTTEP, PTT และ BANPU โดยก่อนหน้านี้ จากกรณีที่ ทรัมป์ ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และมีแนวโน้มจะคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมัน เป็นผลทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น

โดยหากมีการคว่ำบาตรอิหร่านด้วยการห้ามทำการค้าน้ำมันจริงจะทำให้การผลิตน้ำมันของอิหร่านจะลดจากปัจจุบัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะผลบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลก โดยในไทยเองหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางตรงมีเพียง PTTEP ,PTT ขณะที่ผลบวกทางอ้อมจะเป็นผู้ผลิตถ่านหิน BANPU และ LANNA เนื่องจากราคาถ่านหินจะสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

ด้าน บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ว่า ในเช้าวันนี้น่าจะเริ่มเห็นเค้าลางของหน้าตาประธานาธิบดีคนใหม่พร้อมทั้งส่วนผสมในสภา Congress ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในภาพรวมนั้นยังคงประเมินเช่นเดิมว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบไหน มีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ Post-election rally ของตลาดหุ้นทั่วโลกจากความชัดเจนทางการเมืองสหรัฐฯที่มากขึ้น แต่ระดับของการ Rally นั้นจะแตกต่างกันออกไปตามกรณีที่ออกมา

Swing state: ยังคงประเมินเช่นเดิมว่า กรณี Blue wave หรือกรณีที่นายโจ ไบเดนชนะพร้อมกับเสียงข้างมากของเดโมแครตทั้งในสภาสูงและสภาล่าง (Biden + D + D) ยังคงมีความเป็นไปได้สูงที่สุด โดยมีปัจจัย ชี้ชะตาที่สำคัญก็คือคะแนนนิยมในรัฐที่เป็น Swing states อาทิ Michigan, Pennsylvania, Wisconsin, Florida, Arizona, North Carolina เป็นต้น

โดยล่าสุด คะแนน Poll ของนายไบเดนยังคงนำหน้าปธน.ทรัมป์ในทุกรัฐเหล่านี้ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ Spread ที่นำหน้านั้น ถือว่าถ่างกว่าสมัยที่นางฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนนำหน้าปธน.ทรัมป์เมื่อ 4 ปีที่แล้วอีกด้วย ซึ่งหากไม่มีอะไรพลิกโผ คาดว่าสุดท้ายพรรคเดโมแครตมีโอกาสคว้าชัย Electoral vote ในหลายรัฐเหล่านี้ ผิดกับสมัยเมื่อ 4 ปีก่อนที่เป็นทาง  รีพับลิกันนั้นคว้าชัยชนะในรัฐเหล่านี้ได้ทั้งหมด (รูปที่ 1)

Blue wave: หากผลออกมาในกรณี Blue wave นี้ เราคาดว่าจะเป็นกรณีดีต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) โดยเปรียบเทียบ เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนบางส่วนกังวลเกี่ยวกับประเด็นการขึ้นภาษีในสหรัฐฯ จนนำมาสู่การโยกย้ายเงินบางส่วนออกมาลงทุนนอกประเทศได้ และที่สำคัญในกรณีนี้ เราคาดว่านายไบเดนจะดำเนินนโยบายระหว่างประเทศกับจีนที่สามารถคาดเดาได้มากกว่า ปธน.ทรัมป์ ในปัจจุบัน ซึ่งต้องถือว่าเคยเป็นประเด็นที่กดดันตลาดหุ้น EM อย่างสำคัญก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในปี 2018 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เราแนะนำให้จับตามาตลอด

สำหรับกรณี Blue wave นี้ก็คือ ความเป็นไปได้ที่นายไบเดน และพรรคเดโมแครตจะรีบผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ออกมา ซึ่งจากอุปสรรคในสภาที่ค่อนข้างน้อยนี้ น่าจะทำให้มาตรการดังกล่าวออกมาได้อย่างรวดเร็ว ผลักดัน Bond yield ในตลาดให้ปรับสูงขึ้นต่อได้ จึงต้องระวังแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นเป้าหมายของการทำ Carry trade อย่างไทยและเกาหลีใต้

นอกจากนั้น การปรับขึ้นของ Bond yield นี้จะส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์หรือหุ้นที่เคยเป็นทางเลือกในช่วงดอกเบี้ยต่ำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น PFUND / REIT/ IFF หุ้นกลุ่ม Utilities / PROP / ICT เป็นต้น

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ 6 ธีมหุ้นที่น่าลงทุนหลังจบการเลือกตั้งสหรัฐ ประกอบด้วย 1. Defensive & Strong Balance sheet อาทิ INTUCH, ADVANC 2. Politically Defensive อาทิ TU, CPF 3. EV/PHEV Car & 5G & Data Trend ประกอบด้วย KCE, HANA, SMT, WICE 4. Food and Beverage อาทิ HTC, SAPPE, XO 5. 2021 Recovery อาทิ GULF, BCPG, SPALI, CENTEL, CPALL, CRC, IVL, TOP, PTTGC และ 6. Industrial Estates Reallocations อาทิ WHA, AMATA