อัพเดทเลือกตั้งสหรัฐ : เปิดเส้นทางสู่ทำเนียบขาว “โจ ไบเดน” ว่าที่ ปธน. คนที่ 46

อัพเดทเลือกตั้งสหรัฐ : เปิดเส้นทางสู่ทำเนียบขาว “โจ ไบเดน” ว่าที่ ปธน. คนที่ 46

หลังจากที่ โจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครต ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี คนที่ 46 ของสหรัฐ คว้าชัยชนะในการนับผลคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) โดยได้รับคะแนน​ถึง 284 คะแนน เกินกว่ากึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 538 คะแนน แม้ว่ายังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่จากการรายงานของสื่อต่างๆ ระบุว่า การที่โจ ไบเดน จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐ ไม่น่ามีอะไรพลิกโผ

และนี่คือเส้นทางสู่ทำเนียบขาวของชายที่ชื่อ โจ ไบเดน

ไบเดนเคยเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐเดลาแวร์ และได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐพร้อมกับประธานาธิบดีบารัก โอบามาเมื่อปี 2551 และได้รับเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในปี 2555  เขาได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครตให้เป็นผู้สมัครชิงประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปีนี้ 

 

โจ ไบเดน คือใคร ?

ไบเดนเคยทำงานเป็นทนายเป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่จะหันมาเล่นการเมือง  เขากลายเป็นวุฒิสมาชิกสหรัฐที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์สหรัฐและเป็นวุฒิสมาชิกที่อยู่นานที่สุดของรัฐเดลาแวร์ 

การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2551ของเขาไม่เคยมีแรงส่ง แต่บารัก โอบามา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครตในปีนั้น กลับเลือกให้เขามาเป็นผู้สมัครชิงรองประธานาธิบดีคู่กัน และไบเดนก็ได้เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 47 สองสมัย 

ในปี 2560  เมื่อคณะบริหารสิ้นสุดลง  โอบามาได้มอบเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์เหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี (Presidential Medal of Freedom)ให้ไบเดน และสองปีต่อมาไบเดนได้หาเสียงเพื่อลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครตเป็นผู้สมัครของพรรคในปีนี้

 

ชีวิตช่วงต้น

ไบเดนเกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2475  ขณะนี้มีอายุ 77 ปี  ก่อนที่จะมาถึงจุดสูงสุดทางการเมือง ไบเดนโตในเมืองสแครตัน ซึ่งเป็นเมืองกรรมการในรัฐเพนซิลวาเนีย   โจเซฟ ไบเดน ซีเนียร์ พ่อของเขา ทำงานเป็นคนทำความสะอาดเตาเผาและเป็นเซลส์แมนรถมือสอง  ส่วนแม่ ชื่อ แคธรีน ยูจีเนีย  หรือ”จีน” ฟินเนแกน

ไบเดนให้เครดิตพ่อของเขาที่ปลูกฝังให้เขามีความอดทน ทำงานหนักและมีความเพียร และพ่อของเขาชอบพูดอยู่บ่อยๆว่า การเป็นแชมป์เปียน ซึ่งเป็นการวัดลูกผู้ชาย ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาถูกน็อกบ่อยเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเขาลุกขึ้นได้เร็วเพียงไร เมื่อเขากลับบ้านด้วยหน้าตาบูดบึ้งเพราะเด็กโตกว่ารังแก แม่บอกเขาให้ไป ไปต่อยเด็กเหล่านั้นเพื่อที่จะได้เดินบนถนนได้ในวันรุ่งขึ้น

ไบเดนเรียนประถมต้นที่ เซนต์ พอลส์ อีเลเมน สคูล ในสแครตัน ในปี 2498 เมื่อมีอายุได้ 13 ปี ครอบครัวได้ย้ายไปยังเมืองเมย์ ฟิลด์ รัฐเดลาแวร์ ซึ่งเป็นชุมชนที่ชนชั้นกลางเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะมีบริษัทเคมี ดูปองต์  

ตอนเป็นเด็ก ไบเดนพูดติดอ่าง และเด็กๆมักล้อและเรียกเขาว่า “แดช” และ “โจ ติดอ่าง”( Joe Impedimenta) แต่ในที่สุดเขาก็เอาชนะอุปสรรคนี้ด้วยการจำท่อนยาวๆของบทกวีแล้วมาท่องดังๆที่หน้ากระจก

ไบเดนเข้าโรงเรียน เซนต์ เฮเลนา สคูล จนได้เข้าไปเรียนมัธยมปลายที่ อาร์ชเมียร์ อะเคเดมี่ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ทรงเกียรติ แม้ว่าต้องทำงานด้วยการล้างหน้าต่างโรงเรียน ถอนหน้าในสวนเพื่อช่วยครอบครัวหาค่าเรียน แต่เขาได้ฝันมานานที่จะเข้าโรงเรียนนี้ โดยบอกว่าเป็นความปรารถนาสูงสุดของเขา 

 

ชีวิตมหาวิทยาลัยและสมรส

ไบเดนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ โดยศึกษาด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และเล่นฟุตบอลควบคู่ไปด้วย เขายอมรับว่าในช่วงสองปีแรกให้ความสนใจฟุตบอล ผู้หญิงและงานปาร์ตี้มากกว่าวิชาการ แต่ก็ได้พัฒนาความสนใจด้านการเมืองในช่วงนี้ โดยได้แรงบันดาลใจจากพิธีสาบานตนของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เมื่อปี 2504  

ในช่วงที่ไปเที่ยวบาฮามาส เมื่อปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ ไบเดนได้พบกับ นีเลีย ฮันเตอร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยซีราคิวส์ และได้ตกหลุมรักทันที  ความรักทำให้เขาสนใจเรียนมากขึ้น จนได้เข้าไปเรียนในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยซีราคิวส์เมื่อจบจากเดลาแวร์ในปี 2508 จากนั้นไบเดนและฮันเตอร์ก็แต่งงานกันในปีถัดมา

 

ช่วงต้นของเส้นทางการเมือง

หลังจากเรียนจบนิติศาสตร์ในปี 2511 ไบเดนย้ายไปวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์เพื่อเริ่มฝึกงานกับบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง และได้เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต จนกระทั่งปี 2513 ได้รับเลือกเข้าสภา นิว แคสเทิล เคาตี้ และในขณะที่เป็นสมาชิกสภา ในปี 2514 ไบเดนเริ่มตั้งบริษัทกฎหมายของตนเอง

ในขณะที่ชีวิตการทำงานเริ่มยุ่งมากขึ้น ไบเด้นมีลูก 3 คน คือ โจเซฟ ไบเด้น ที่สาม  ฮันเตอร์ ไบเด้น และนาโอมิ ไบเด้น  ต่อมาในปี 2515  ขณะที่อายุได้ 29 ปี พรรคเดโมแครตในเดลาแวร์ สนับสนุนให้เขาลงเลือกตั้งวุฒิสภาแข่งกับวุฒิสมาชิก เจ. คาเล็บ บอกส์  แม้ว่าจะมีโอกาสชนะน้อย แต่ไบเด้นก็หาเสียงไม่หยุดหย่อน โดยได้รับความช่วยแหลือจากคนในครอบครัว  จนในที่สุดก็ชนะเลือกตั้งและได้เป็นวุฒิสมาชิกที่มีอายุน้อยสุดคนที่ห้าของสหรัฐ

 

โศกนาฏกรรมครอบครัว

ในขณะที่ความฝันของเขาใกล้เป็นจริง ไบเดนได้พบกับโศกนาฏกรรมอันร้ายแรง หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาสในปี 2515 ภรรยาและลูกทั้งสามคนประสบอุบัติเหตุรถยนต์ขณะไปซื้อต้นคริสต์มาส  อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ภรรยาและลูกสาวเสียชีวิตและลูกชายทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง  ไบเดนบอกว่าเขาเคยคิดค่าตัวตายและรู้สึกว่าพระเจ้าเล่นกลกับเขารุนแรง 

แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว ไบเดนตัดสินใจทำตามสัญญาที่จะเป็นตัวแทนของชาวเดลาแวร์ในวุฒิสภา เขาไม่ได้ไปเข้าพิธีสาบานตนเป็นวุฒิสมาชิกใหม่ในวอชิงตัน แต่ได้สาบานตนในห้องพักโรงพยาบาลที่ลูกชายนอนอยู่  และเพื่อใช้เวลาให้มากกับลูกชาย ไบเดนตัดสินใจอยู่ในวิลมิงตันต่อไป โดยเดินทางไปมาระหว่างวอชิงตันกับวิลมิงตันทุกวันด้วยรถไฟแอมแทรก

ไบเดนแต่งงานครั้งที่สองกับ จิลล์  เทรซี่ จาค็อบส์ นักการศึกษา เมื่อปี 2520 มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน คือ แอชลีย์  บลาซา ไบเดน   กว่าจะได้แต่งานกัน ไบเดนเคยขอแต่งงานหลายครั้ง แต่เธอปฏิเสธเนื่องจากเธอไม่ต้องการเป็นคนสาธารณะและยังอยากจะทำงานต่อไป 

 

ชีวิตวุฒิสภา   

ตั้งแต่ปี 2516 ถึง 2552  ไบเดนเป็นวุฒิสมาชิกมาโดยตลอด  และได้รับความเคารพในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศคนสำคัญของวุฒิสภา  เป็นประธานกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศหลายปี  นโยบายต่างประเทศของเขาได้แก่ สนับสนุนการจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์กับสหภาพโซเวียต ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในคาบสมุทรบอลข่าน ขยายสมาชิกนาโตโดยรวมเอาอดีตประเทศในกลุ่มโซเวียตเข้าไป และคัดค้านสงครามอ่าวเปอร์เซียร์ครั้งแรก และในปีต่อๆมาเรียกร้องให้อเมริกายุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดาร์เฟอร์ และคัดค้านการจัดการสงครามอิรักของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช  

หลังจากที่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาที่โดดเด่นที่สุดของพรรคเดโมแครต ในปี 2530 ไบเดนตัดสินใจลงสมัครชิงประธานาธิบดี แต่ต้องถอนตัวในรอบไพรมารี่หลังจากมีรายงานว่าเขาได้ลอกคำปราศัย และหลังจากถอนตัวแพทย์พบว่าเขามีสมองโป่งพองที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ต้องผ่าตัด แต่ก็สามารถกลับไปทำงานในวุฒิสภาได้หลังจากพักฟื้นนาน 7 เดือน

ยี่สิบปีหลังจากที่การสมัครชิงประธานาธิบดีครั้งแรกไม่สำเร็จ ในปี2551 ไบเดนตัดสินใจลงสมัครชิงประธานาธิบดีอีกครั้ง แต่ก็สู้ฮิลลารี คลินตัน และบารัก โอบามา ไม่ได้ และได้ถอนตัวหลังจากที่ได้คะแนนในที่ประชุมพรรคไม่ถึง 1%