ยุคของ ไบเดน และสัปดาห์ประกาศงบไตรมาส 3

หากไม่นับว่า สัปดาห์นี้เป็นช่วงของการประกาศงบไตรมาสสามช่วงสุดท้าย ที่จะชี้ขาดกันว่าค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยยามนี้ที่ค่อนข้างสูง จะสูงขึ้นหรือต่ำลง ชัยชนะของนาย โจ ไบเดน ในการชิงตำแหน่งอำนาจในทำเนียบขาว น่าจะถือเป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนยุคจากการ “ขายฝันเลื่อนลอย” ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไปไม่ตลอดเพราะมัวแต่ทำสงครามการค้าและกีดกันการอพยพเข้ามาของต่างชาติตลอด 4 ปี

พลวัตปี 2020 : วิษณุ โชลิตกุล

หากไม่นับว่า สัปดาห์นี้เป็นช่วงของการประกาศงบไตรมาสสามช่วงสุดท้าย ที่จะชี้ขาดกันว่าค่าพี/อีของตลาดหุ้นไทยยามนี้ที่ค่อนข้างสูง จะสูงขึ้นหรือต่ำลง ชัยชนะของนาย โจ ไบเดน ในการชิงตำแหน่งอำนาจในทำเนียบขาว น่าจะถือเป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนยุคจากการ ขายฝันเลื่อนลอย ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไปไม่ตลอดเพราะมัวแต่ทำสงครามการค้าและกีดกันการอพยพเข้ามาของต่างชาติตลอด 4 ปี

ยุคของนายไบเดนจะเป็นอย่างไรต้องรอการเปลี่ยนแปลงในช่วง 100 วันข้างหน้า ที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการ หากไม่มีปาฏิหาริย์ทางกฎหมายเข้ามายับยั้งเสียก่อน

เป็นธรรมดา ยังไม่ทันนั่งเก้าอี้ เซียนนักลงทุนใหญ่อย่าง “มาร์ค โมเบียส” ผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่ และผู้ก่อตั้งบริษัทโมเบียส แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส ในฮ่องกง ก็ออกโรงอวดรู้ล่วงหน้า ผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันศุกร์ว่า หากนายโจ ไบเดน ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็จะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากนายไบเดนมีแผนการที่จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากบริษัทและชาวอเมริกันที่ร่ำรวยจะลดความน่าสนใจของนักลงทุนในการเข้าซื้อหุ้นในตลาดวอลล์สตรีท แต่จะเป็นผลดีสำหรับสำหรับตลาดเกิดใหม่ และตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะนักลงทุนจะถอยออกจากตลาดสหรัฐฯ

ความเห็นของนายโมเบียส (ซึ่งหลายปีมานี้ มักจะผิดมากกว่าถูกจนความน่าเชื่อถือหล่นฮวบ) ที่มีเบื้องหลังทางผลประโยชน์ในการเก็งกำไรปะปน จะเป็นจริงมากแค่ไหน ต้องรอพิสูจน์ว่า แผนของนายไบเดนจะเก็บภาษีคนรวย หรือประชาชนที่มีรายได้  2 แสนดอลลาร์ต่อปีซึ่งเป็นกลุ่มที่ลงทุนในตลาดหุ้นมากที่สุดด้วยจะเกิดผล หรือไม่ เพราะพรรครีพับลิกันที่ยังคงได้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา จะขัดขวางแผนการดังกล่าว

แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะบ่งชี้ว่า นโยบายหลักทางทหาร เศรษฐกิจ และต่างประเทศของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยที่สุดนับจากนี้ไปอีก 6 เดือน หรือครึ่งปี เราจะไม่มีโอกาสได้เห็นมาตรการเล่นงานจีน และทำให้จีนแค่เศรษฐกิจชะลอการเติบโตลง แต่ไม่อาจจะหยุดยั้งให้จีนย่ำแย่ลงมากมายดังที่ทรัมป์เคยกระทำไว้

คำถามจากนี้ไป จึงอยู่ที่ว่ายุคของไบเดน จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นขาขึ้นที่ยั่งยืนได้หรือไม่

ในยุคของนายไบเดน ที่จะเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่อายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่งสมัยแรกในวัย 78 ปีความน่าสนใจมุ่งไปที่รองประธานาธิบดีสตรีเชื้อสายอินเดีย-จาไมกา ที่ชื่อ กมลา (การ์มาล่า) แฮริส ซึ่งมีสีสันมากจากความ มือใหม่หัดขับ ของเจ้าตัว

ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับอินเดียที่น่าจะดีขึ้นจากสายสัมพันธ์ของนางแฮริส น่าจะถ่วงดุลอำนาจโลกได้ดีขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะในพื้นที่ทางทหารในเขตมหาสมุทรอินเดีย ที่จีนยังไม่สามารถก้าวล่วงไปได้มากนัก (เว้นแต่ผ่านทางด้านปากีสถาน…ซึ่งไม่เกี่ยวกับไทยมากนัก

ปัจจัยชี้ขาดอนาคตของตลาดหุ้นไทยในยุคนายไบเดนนั่งทำเนียบขาว จึงน่าจะตัดสินได้จากความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้าว่าจะสามารถก้าวข้ามปัญหาใหญ่ ภูเขาสามลูก ได้ดีเพียงใด นั่นคือ

สังคมสูงวัย จากเค้าโครงสร้างของประชากรที่ใกล้เคียงความน่ากังวลแบบสังคมญี่ปุ่น ไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยในขณะที่ยังเป็นชาติไม่พัฒนาเต็มที่ชาติแรกของโลก ที่ไม่มีต้นแบบให้แก้ไข

การย้ายฐานผลิตของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ในขณะที่ยังไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจนจากอำนาจรัฐไทยที่รับมือกับการเปลี่ยนหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะดีขึ้นจนกระทั่งทำให้ต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนระลอกใหม่อย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

2 ข้อแรก เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลามากพอสมควร แต่ข้อสุดท้ายตอบได้เพียงแค่ว่าในระยะสั้น ยังต้องระวังเพราะความเปราะบางอย่างมาก

เหตุผลเพราะว่า จนถึงยามนี้ ค่าพี/อีของดัชนี SET ที่สูงลิ่วเกือบ 22 เท่าสำหรับตลาดหลัก แต่เกือบ 35 เท่าของตลาด mai บ่งชี้ว่า ราคาหุ้นเทียบกับความสามารถในการทำกำไรยังสูงเกินไป

หากว่าโดยรวมแล้ว ความสามารถทำกำไรโดยเฉลี่ยของหุ้นบจ.ในตลาดย่ำถดถอยต่อเนื่อง (ยกเว้นหุ้นบางรายการอย่าง LH, SF, PRM, NETBAY, HUMAN, TNP, WICE ที่กำไรพ้นจุดต่ำสุดแล้ว) ความคาดหวังจะให้ดัชนี SET ฝ่าแนวต้านยืนเหนือ 1,300 จุด ก็เปรียบกับ วิมานเมฆ นี่เอง

หากไม่มีข่าวใหม่หนุนเนื่อง มาช่วยฉุดให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีความสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น เพื่อกลบปัจจัยลบที่ถ่วงรั้งอยู่ (โดยอย่างน้อยต้องทำให้ค่าพี/อีลดลง (เช่นกำไรเพิ่มขึ้นถ้วนหน้า)) ก็ไม่ง่ายเลยที่จะดึงดูดต่างชาติเข้ามาในตลาดระลอกใหม่ยาวนานเหมือนปี 2546 ที่ดัชนี SET พุ่งแรงเกือบ 120%

ภาวะ Breakthrough ของดัชนีตลาดหุ้นไทย คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ โจ ไบเดน เว้นเสียแต่ผลประกอบการหุ้นไทยจะสวยงามอีกครั้ง