พาราสาวะถี

ทุกสายตาวันนี้จับจ้องไปยังการนัดชุมนุมของคณะราษฎรที่มีเป้าหมายคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางการวางกำลังและแนวทางสกัดกั้นอย่างเต็มที่ของฝ่ายความมั่นคง โดยที่ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะมีการเคลื่อนไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ แต่เบื้องต้นมีการนัดหมายรวมตัวกันในเวลาบ่ายสามโมงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนประเด็นเรื่องม็อบชนม็อบนั้น ว่ากันตามความจริงหากไม่มีการจัดตั้งกันมาก็ไม่มีปัญหา


อรชุน

ทุกสายตาวันนี้จับจ้องไปยังการนัดชุมนุมของคณะราษฎรที่มีเป้าหมายคือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางการวางกำลังและแนวทางสกัดกั้นอย่างเต็มที่ของฝ่ายความมั่นคง โดยที่ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะมีการเคลื่อนไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ แต่เบื้องต้นมีการนัดหมายรวมตัวกันในเวลาบ่ายสามโมงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนประเด็นเรื่องม็อบชนม็อบนั้น ว่ากันตามความจริงหากไม่มีการจัดตั้งกันมาก็ไม่มีปัญหา

ความจริงแล้ว คนเสื้อเหลืองไม่จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวใด ๆ ในกรณีนี้ เพราะหากฝ่ายชุมนุมล่วงล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ดังกล่าวจริง ก็จะเสียหายและถือว่าปิดเกมตัวเองไปโดยปริยาย ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงที่ไปวางแนวกั้น ขึงรั้วลวดหนามล้อมรอบบริเวณที่ขีดเส้นเป็นเขตพระราชฐานนั้น ควรจะต้องทบทวนอยู่เหมือนกัน เนื่องจากถ้ามีการรายงานข่าวกันไปทั่วโลกภาพที่ปรากฏน่าจะสร้างความเสียหายต่อสถาบันอย่างที่ไม่สมควร

กรณีนี้แม้จะมองว่าแกนนำผู้ชุมนุมไปไกลเกินกว่าที่จะถอยแล้ว แต่ในความเป็นจริงคนเหล่านั้นต่างรู้ดีว่า ในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งนั้น สิ่งไหนที่ต้องเดินให้สุดกรณีไหนต้องวางทางถอยไว้ด้วย เรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้จะมีการยืนยันว่าไม่ลดระดับหรือเกิดการแกงกันแน่นอน แต่ต้องประเมินสถานการณ์หน้างานกันอีกครั้งว่า มวลชนที่เข้าร่วมนั้นมีมากน้อยเพียงใด เพราะจากเอกสารลับมากของสมช.ที่หลุดออกมา อ้างว่าจะมีการระดมคนเข้ากรุงตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ถ้าประเมินความเคลื่อนไหวของคณะราษฎรที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าฝ่ายความมั่นคงถูกปั่นหัวกันมาหลายรอบแล้ว การทำไอโอไม่ได้มีแค่ในส่วนของฝ่ายรัฐเท่านั้น หากแต่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็มีการวางแผนและเดินเกมปล่อยข่าวสร้างความสับสนได้ไม่แพ้ฝ่ายความมั่นคงเช่นกัน เหมือนกรณีข่าวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเตรียมไขก๊อก รวมไปถึงข่าวการเตรียมการก่อรัฐประหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ฝ่ายกุมอำนาจก็เต้นเป็นเจ้าเข้าออกมาแก้ตัวกันพัลวัน

ความจริงอีกประการที่ฝ่ายความมั่นคงต้องยอมรับคือ หากไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการตอบโต้หรือเดินเกมสงครามจิตวิทยาในรูปแบบเดิม ก็ยากที่จะต่อกรกับสงครามข่าวสารยุคใหม่ของคนรุ่นใหม่ได้ มิเช่นนั้น ท่านผู้นำคงไม่บ่นเชิงตำหนิผ่านนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลว่า สิ่งที่ว่อนในโลกโซเชียลมีเดียนั้น ไม่สมควรที่จะเชื่อถือกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นข้อมูลเท็จเสียส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมด ซึ่งก็มีเสียงสะท้อนกลับมาว่า ที่เท็จนั้นเป็นข้อมูลที่ปล่อยผ่านฝ่ายรัฐหรือฟากต่อต้านกันแน่

เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลทั้งหลายที่ปล่อยผ่านโลกโซเชียลแล้วจะเห็นว่า กระบวนการของฝ่ายอำนาจรัฐ ไม่ได้ดำเนินการกันอย่างมืออาชีพ เป็นรูปแบบที่ถูกจับผิดได้โดยง่าย ขณะที่การเคลื่อนไหวของแนวรบไซเบอร์ของฝ่ายผู้ชุมนุม ดำเนินการกันอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า ซึ่งนี่คือสิ่งที่เตือนมาโดยตลอดว่า อะไรก็ตามที่เป็นการจัดตั้ง หากเป็นยุคก่อนอาจได้ผล แต่ปัจจุบันมีแต่จะถูกประณามและลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่กระทำไปเรื่อย ๆ

ที่ต้องตั้งข้อสังเกตกันอีกประการคือ หนังสือลับมากของสมช.ที่หลุดมารอบล่าสุด น่าจะเป็นภาพสะท้อนต่อการอยู่ในอำนาจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและองคาพยพที่เกี่ยวข้อง ได้ไปสร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการที่ต้องการเติบโตในหน้าที่การงานจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือไม่ โดยเฉพาะที่สมช.นั้นตั้งแต่เผด็จการคสช.ยึดอำนาจ จะเห็นได้ว่ามีการโยกคนข้ามห้วยมากุมบังเหียนแทบจะตลอด อาจจะได้คนที่ท่านผู้นำไว้วางใจได้ แต่ไม่ได้ใจจากคนที่ปฏิบัติงาน

เรื่องเนื้อหาของเอกสารลับมากที่หลุดมานั้น ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะคนโดยทั่วไปก็อ่านเกมกันได้อยู่แล้วว่าฝ่ายกุมอำนาจจะดำเนินการกันอย่างไรต่อความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านที่ยกระดับกันมาต่อเนื่อง แต่การหลุดออกมาของเอกสารต่างหากที่น่าสนใจ นี่คือสัญญาณสำคัญที่ส่งไปยังตัวท่านผู้นำและลิ่วล้อ ความไม่พอใจที่เกิดมาจากคนที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรที่เล็ดลอดออกมาอีกหรือไม่

ในจังหวะที่คะแนนนิยมพุ่งพรวดคงไม่ต้องยี่หระต่อกระแสใด ๆ แต่ในภาวะขาลงต่อให้เรื่องที่หลุดออกมาไม่ใช่ความจริง คนก็พร้อมที่จะเชื่อและมีโอกาสที่จะทำให้ผู้มีอำนาจพังได้ทุกเมื่อ มาถึงวันนี้จะด้วยภาวะความเครียดหรืออะไรก็แล้วแต่ ประเด็นที่ท่านผู้นำตอบคำถามนักข่าวทำเนียบเมื่อวันจันทร์เรื่องการรัฐประหารและการประกาศกฎอัยการศึกในทำนองที่ว่าถ้าตัวเองไม่ประกาศแล้ว ใครจะประกาศ พร้อมย้อนสื่อด้วยว่าประกาศเองได้หรือไม่

คงลืมไปว่าเมื่อปี 2557 นั้น ผู้ที่ประกาศกฎอัยการศึกไม่ใช่ตัวนายกรัฐมนตรี หากแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งในขณะนั้นก็คือผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจวันนี้ และการรัฐประหารที่ตามมาก็เกิดจากคนที่ประกาศกฎอัยการศึกนั่นเอง หรือท่านผู้นำจะเชื่อว่าสำหรับตัวเองแล้ว ผบ.ทบ.คนปัจจุบันก็คือเด็กในคาถา ไม่กล้าที่จะหือกับพี่ผู้มีพระคุณอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่มีผู้นำกองทัพที่เชื่องและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้นำประเทศทุกกระเบียดนิ้ว

ไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร ชวน หลีกภัย ยังคงเดินหน้าตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์โดยที่ประชุม 3 ฝ่ายได้ข้อยุติให้มีกรรมการ 21 คน มีผู้แทนจากฝ่ายชุมนุมทั้งต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายละ 2 คน ที่เหลือก็คือตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ส.ว. ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่อยากจะให้มีเลยก็คือ คนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเสนอมาจำนวนถึง 3 คน เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่า บนความขัดแย้งที่เป็นอยู่และก่อนหน้านั้น อธิการบดีของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดนั้นได้เลือกที่จะวางตัวเป็นกลางจริงหรือไม่ คอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าจะเป็นความหวังได้หรือแค่ตัวละครร่วมยื้อเวลาเท่านั้น

Back to top button