โบรกฯ การันตี JR พื้นฐานแกร่ง ชูหุ้นเติบโตแห่งปี เคาะราคาเหมาะสม 7.40-8.80 บ./หุ้น

โบรกฯ การันตี JR พื้นฐานแกร่ง ชูหุ้นเติบโตแห่งปี เคาะราคาเหมาะสม 7.40-8.80 บ./หุ้น


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์หุ้นของบริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู. ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JR โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 8.80 บาท เนื่องจาก JR จะเป็นหุ้นเติบโตแห่งปี โดยบริษัทฯเป็นผู้ให้บริการรับเหมาฯก่อสร้าง และติดตั้งงานระบบไฟฟ้า และสื่อสารฯ ซึ่งฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานในปี 2563-2565 ที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักมาจาก การได้งานเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินตามเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสีเหลือง ทำให้งานในมือที่ลงนามสัญญาแล้ว(Backlog) ปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 6,387 ล้านบาท สูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีในอดีต 7 เท่าตัว

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยจึงคาดกำไรสุทธิปี 2563-2565 จะเติบโตก้าวกระโดดเฉลี่ย 80.3% ต่อปี (CAGR) จากการรับรู้รายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ ขณะที่ Margin คาดยังควบคุมได้อยู่ในระดับที่ดี พร้อมประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 8.80 บาท อ้างอิงระดับ PEG 1 เท่า โดยใช้ระดับ Target PER ที่ 23 เท่า (อ้างอิงการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2565) และมี Premium จากผู้เล่นในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและสาธารณูปโภค และผู้เล่นในกลุ่ม SI จากการเติบโตของกำไรปี 2563-2565 ที่โดดเด่นกว่า

รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้า และสื่อสารฯ เป็นบวกต่อ JR ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอ้างอิงจากแผน PDP2561 ทำให้คาดว่าจะเกิดการพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับกำลังการผลิตใหม่ๆ ส่วนด้านอุตสาหกรรมสื่อสารฯ คาดยังมีการทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่องจากทั้งฝั่งภาครัฐและเอกชนรับกับนโยบาย Thailand 4.0 รวมถึงการระบาดของ COVID-19 ที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนและใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างรวดเร็ว ส่วนการเริ่มเปิดให้บริการ 5G ในไตรมาส 4/2563 คาดเป็นอีกปัจจัยบวกระยะยาว ซึ่งทั้งหมดเป็นโอกาสสำหรับ JR ในการได้รับงานเพิ่มอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด ประเมินว่า ราคาเหมาะสมหุ้น JR อยู่ที่  8 บาท/หุ้น อิงกับ PER19 เท่าของประมาณการกำไรปกติปี2564 เทียบเท่า PEG 0.5 เท่า โดยมองว่า JR เป็นผู้รับเหมาวางระบบที่กำไรโตโดดเด่นที่สุดในปี 2564 เนื่องจากมีมูลค่างานในมือที่สูงกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ และสามารถรองรับการรับรู้รายได้ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่า กำไรสุทธิจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 83% ต่อปีระหว่างปี 2563-2565 จาก 89 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 373 ล้านบาท ในปี 2565 โดยเฉพาะในปี2564 กำไรต่อหุ้นจะเติบโตก้าวกระโดดถึง 2.5 เท่าตัว  หรือ 250% จากการเริ่มส่งมอบงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู

ทั้งนี้ JR เป็นผู้ให้บริการรับเหมาครบวงจร (SI) ที่รับงานได้หลากหลาย ทั้งธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม และธุรกิจไฟฟ้า ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากร ทั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมากว่า 26 ปี และวิศวกรชำนาญการ อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรที่ดีกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงลูกค้าเจ้าของโครงการ ช่วยให้บริษัทได้รับงานมาอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าหุ้น JR ด้วยวิธีP/E Ratio โดยอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของหุ้นกลุ่ม ICT ที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกันได้แก่ AIT PT และ SAMTEL ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้ PER เฉลี่ยที่ 20 เท่า โดยประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2564 ที่ราว 0.38 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 7.60 บาทต่อหุ้น และคาดหวังอัตราเงินปันผลที่ 1.9% ต่อปี (เทียบกับราคาเหมาะสม)

ทั้งนี้คาดว่าJR จะกลับมาเติบโตก้าวกระโดด โดยมีสาเหตุหลักจากการเติบโตตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP2561 ซึ่งกำหนดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 77,211 MW เพิ่มขึ้นจากแผนฉบับก่อนหน้า 9% ขณะที่มีโอกาสได้งานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินของกฟน.ตามแผนงาน เพื่อรองรับการเป็นมหานครอาเซียน ซึ่งอยู่ระหว่างขออนุมัติระยะทางรวม 261.6 กม. รวมทั้งการที่มี backlog อยู่ในระดับสูงถึง 6.4 พันล้านบาท(รับรู้ถึงปี 2566) ซึ่งรับรู้รายได้ปี2564 ราว 2.1 พันล้านบาท ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นปี 2564 คาดว่าจะทำได้ระดับ 17.5%

โดยฝ่ายวิจัยประมาณการรายได้ปี 2563-2564 ราว 1,001.8 ล้านบาท และ 2,700.4 ล้านบาท เติบโต 18.4% จากงวดเดียวกันปีก่อน และ 169.6% จากงวดเดียวกันปีก่อนตามลำดับ พร้อมคาดกำไรสุทธิปี2563-2564 ราว 81 ล้านบาท และ 285.1 ล้านบาท เติบโต 33.3% จากงวดเดียวกันปีก่อน และ 252% จากงวดเดียวกันปีก่อนตามลำดับ

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้ความเห็นว่า ความน่าสนใจในการลงทุน JR อยู่ที่มี backlog กว่า 6,386 ล้านบาท ณ สิ้น มิถุนายนปี 2563 สามารถรองรับรายได้ใน 2 ปีข้างหน้า (2564-2565) ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ปีละ 2,500-3,000 ล้านบาท ขณะที่รักษาอัตราการทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอที่ระดับ 15%-18% รวมทั้งยังเป็นบริษัทฯ High Operating Leverage ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ โดยในปี 2564 คาดรายได้เติบโต 148% จากงวดเดียวกันปีก่อนแต่กำไรจะเติบโต 250% จากงวดเดียวกันปีก่อน ตลอดฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ D/E น้อยกว่า 0.01 เท่า

สำหรับการประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 เท่ากับ 7.40 บาท โดยวิธี PE Ratio ที่ 19 เท่า เทียบเท่าค่าเฉลี่ยจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงกับบริษัทคือ ILINK, AIT, SAMTEL, SKY และ DEMCO และคิดเป็น PEG ปี 2565 ที่ 0.95 เท่า

Back to top button