10 อันดับ SET50 วิ่งสวนโควิด! ชู KTC แชมป์หุ้นวิ่งกลุ่ม “บลูชิพ” ปี 2563

ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย SET Index ในปี 2563 ยังไม่ฟื้นตัวโดยเห็นได้จากดัชนียืนที่ระดับ 1579.84  จุด (ณ 30 ธ.ค. 62) มาอยู่ที่ระดับ 1449.35 จุด (ณ 30 ธ.ค.63) ลบ 130.49 จุด หรือลดลง 10.85%  เนื่องจากภาวะสงครามการค้าสหรัฐ-จีนกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก อีกทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ฉุดเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำจนถึงขณะนี้

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปี 2563 (1 พ.ย.-28 ธ.ค.2563) ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเกือบ 300 จุด โดยเทียบจากดัชนี ณ วันที่ 30 ต.ค.63 ยืนที่ระดับ 1,194.95 จุด ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1408.31 จุด ณ 30 ธ.ค.63  เนื่องจากตลาดตอบรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯชัดเจน และผลการทดสอบวัคซีน COVID-19 ระยะที่ 3 ออกมาในเชิงบวก ทำให้ตลาดคาดหวังว่าการค้าโลก และการเดินทางระหว่างประเทศจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติในปี 2564 ได้ช่วยหนุนกระแสเงินทุนให้ไหลเข้าต่อเนื่อง

อีกทั้งในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.63 หุ้นขนาดใหญ่ได้แรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังเกิดจากแรงผลักดันของหุ้นที่มี Free Float ต่ำ แต่กลับขึ้นได้แรงกว่าตลาดมากในหลายบริษัท

จากภาวะดังกล่าวทีมข่าว ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจราคาหุ้นกลุ่ม SET50  ในปี 2563 มานำเสนอ โดยเทียบข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.62-30 ธ.ค.63 เพื่อให้เห็นทิศทางราคาหุ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน โดยครั้งนี้ได้สำรวจและคัดเลือกหุ้น 10 อันดับแรกราคาปรับตัวขึ้นแรงในกลุ่ม และสวนปัจจัยลบดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่งได้แก่ KTC,CBG,SCGP,EA,GLOBAL,IVLGULF, PTTGC,TU และ IRPC 

อันดับ 1  บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 50% จากระดับ 39.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 59.25 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงเป็นผลมาจากธุรกิจได้ประโยชน์มาตรการภาครัฐอย่างช็อปดีมีคืนในการผลักดันการใช้จ่ายผ่านบัตรได้ดีส่งผลให้ราคาหุ้นทะยานแรง อีกทั้งนักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุน “กลุ่มนอนแบงก์” มากกว่าตลาดฯช่วยหนุน

โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ระบุว่า ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มนอนแบงก์ (Non-bank) “มากกว่าตลาดฯ” หลังจากจัดงานสัมมนา Corporate day ที่ฝ่ายวิจัยฯ จัดให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน โดยหุ้นกลุ่มนอนแบงก์ 4 บริษัทที่เข้าร่วมได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS, บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER

ทั้งนี้ จากข้อมูลจาก 4 บริษัทนอนแบงก์ ชี้ว่าผลประกอบการมีแนวโน้มจะดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4/2563 ถึงปี 2564 จากปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น, การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และการตั้งสำรองลดลง ในขณะเดียวกัน ข้อมูล ความสูญเสียจากการให้เครดิตและขยายเครดิต หรือ Credit loss ที่ลดลงก็จะทำให้ประมาณการกำไรของ AEONTS และ KTC มี upside จากการกลับรายการสำรองเป็นรายได้ นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินของทุกบริษัทก็น่าจะลดลงประมาณ 0.5% จากการ refinance หุ้นกู้ที่มีต้นทุนสูงให้ถูกลง าปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้เป็น Overweight

โดยบริษัทในกลุ่มนอนแบงก์ทั้ง 4 แห่งที่ให้บริการสินเชื่อผู้บริโภคทั้งแบบที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน มองแนวโน้มคล้าย ๆ กันว่าคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น และสถานการณ์ด้านคุณภาพสินทรัพย์ในขณะนี้ดีกว่าในปี 2562 (AEONTS และ KTC) ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ตั้งสำรองฯ ก้อนใหญ่ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 และข้อมูลการติดตามหนี้เสียก็แสดงว่ามีการตั้งสำรองฯ ดังกล่าวสูงเกินไป และมีแนวโน้มจะปรับลดลงให้เหมาะสม

 

อันดับ 2 คือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 26.64% จากระดับ 84.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 114.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดราคาหุ้นปรับตัวแรงเนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าผลงานปี 2563 เติบโตโดดเด่น

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า CBG แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 145 คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 910 ล้านบาทเพิ่มจิ้น โต 4% เทียบไตรมาสก่อนหน้า และ โต 24% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไตรมาส 4/2563 คาดทำ All time high รับอานิสงส์มาตรการคนละครึ่งกระตุ้นยอดขาย และลดต้นทุนการผลิตหนุน GPM

 

อันดับ 3 บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เป็นหุ้นเข้าใหม่ในเดือนต.ค.63 ทำให้ต้องเปรียบเทียบข้อมูลราคาหุ้นระหว่าง วันที่ 22 ต.ค.63 อยู่ที่ระดับ 35 บาท เพิ่มขึ้น 7.25% มาอยู่ที่ 42.25 บาท ณ 30 ธ.ค.63

สำหรับการเปรียบราคาหุ้นในช่วงดังกล่าว เป็นผลมาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งการนำหลักทรัพย์ SCGP ซึ่งจดทะเบียนและเริ่มทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เข้าคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป

โดยการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนีดังกล่าว เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ระหว่างรอบที่กำหนดหลักการว่าจะนำหลักทรัพย์จดทะเบียนใหม่เข้ามารวมคำนวณดัชนีหากหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนใหม่นั้นมีขนาดใหญ่

คือ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 1% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ในช่วง 20 ลำดับแรกของหลักทรัพย์ในดัชนี SET50 และ SET100 โดยจะนำหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดน้อยสุดออกจากการคำนวณดัชนีไปไว้ในกลุ่มหลักทรัพย์สำรอง

สำหรับหุ้น SCGP เข้าซื้อขายในตลาดวันแรกเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2563 และภายหลังปิดทำการซื้อขายหุ้นรายนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ มาร์เก็ตแคป อยู่ที่ 148,874.25 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์ดังกล่าวและถูกนำเข้ามาในกลุ่ม SET50

 

อันดับ 4 บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)  หรือ EA ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 11.17% จากระดับ 43.75 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 49.25บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดเก็งกำไรผลประกอบการปี 2563 สดใส และแผนธุรกิจปี 2564โดดเด่นเช่นกัน

โดยก่อนหน้านี้ นางสาวออมสิน ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร EA เปิดเผยว่า ในปี 64 บริษัทจะเน้นการพัฒนาโครงการเพื่อที่จะให้เกิด New S-Curve แม้ว่าจะมีสถานการณ์โควิด-19 ที่เป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่บริษัทก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย และคาดว่าจะสามารถผลิตแบตเตอรี่จากโรงงานในเฟสแรก ด้วยกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ในช่วงเดือนก.พ.64 เพื่อป้อนแบตเตอรี่เข้าสู่สายธุรกิจผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ให้กลุ่มของบริษัท ประกอบด้วย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถบัสโดยสารไฟฟ้า (E Bus) และเรือโดยสารไฟฟ้า (E Ferry) ได้ทันที

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมที่จะเข้าประมูลโครงการรถเมล์ไฟฟ้า จำนวน 3,000 คัน ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลได้ในช่วงไตรมาส 1/64 ด้วย

โดยบริษัทได้วางงบลงทุนสำหรับปี 63-64 ไว้ราว 17,217 ล้านบาท รองรับการลงทุนในส่วนหลัก คือ โครงโรงงานผลิตแบตเตอรี่ 5,196 ล้านบาท , การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ มูลค่าราว 5,130 ล้านบาท และอีก 3,358 ล้านบาท จะใช้ในการลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า และอีก 1,390 ล้านบาท จะใช้ในการขยายเรือโดยสารไฟฟ้า 6 ลำในปีนี้ และปี 64 ไม่ต่ำกว่า 20 ลำ เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4/63 คาดว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 3/63 ได้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม มีการผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้นตามกำลังลมที่ดีขึ้น

 

อันดับ 5 บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 5.41% จากระดับ 35.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 37.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดเก็งกำไรแนวโน้มธุรกิจฟื้นตัว ขณะเดียวกันโบรเกอร์แนะนำให้เข้าลงทุน

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ( ซื้อ /เป้า 35) ได้ Sentiment บวกเศรษฐกิจจีนฟื้น โดยเฉพาะดัชนี PMI ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี คาดหนุนดีมานด์ปิโตรฯเคมี เพิ่มขึ้นเนื่องจากจีนเป็นผู้ใช้ปิโตรฯเคมีรายใหญ่ของโลก

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  ระบุว่า IVL | ซื้อเก็งกำไร | แนวต้าน=34.25 แนวรับ=26.- ตัดขาดทุน=21.9 โดยมองว่าPTA+PET spread เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว คาดดีต่อเนื่อง หลังกำไรไตรมาส 3/2563 ฟื้นตัวทั้งเทียบไตรมาสก่อนหน้า และ เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกระแสเงินสดเหลือจ่ายปันผลมากขึ้น เพราะไม่มีโครงการที่จะทำ M&A อย่างช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมูลค่ายุติธรรม=30บ. (GGM: FV/BV=1.3x 64F BV=23.5บ. อิง ROE=9%, COE=8%, LTG=4%)

 

อันดับ 6 บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ GLOBAL ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 4.71% จากระดับ 16.20 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 17.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจากแนวโน้มธุรกิจสดใสและแผนธุรกิจโดดเด่นในปี 2564

โดยก่อนหน้านี้ นายยุทธนา สุริยวนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายสินค้านำเข้า GLOBAL เปิดเผยถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 4/2563 (ต.ค.-ธ.ค.63) ว่า คาดจะใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 3/2563 (ก.ค.-ก.ย.63) ที่มีกำไรสุทธิ 460.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลประกอบการทั้งปี 2563 (ม.ค.-ธ.ค. 63) เชื่อว่าจะดีกว่าปีก่อน เพราะจากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 เติบโตได้ดีแล้ว โดยมีกำไรสุทธิ 1,594.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะลดลง โดยงวด 9 เดือนแรกปี 2563 มีรายได้จากการขาย 19,932.46 ล้านบาท ลดลง 6.65% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ GLOBAL ใช้กลยุทธ์ควบคุมงบลงทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีจุดคุ้มทุนในระดับต่ำ และสามารถรักษาการทำกำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้

อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ GLOBAL ยังคงแผนการขยายสาขาต่อไป โดยปี 2563 GLOBAL ได้ขยายสาขาในไทยไปแล้ว 3 สาขา และช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี จะขยายสาขาในไทยเพิ่มอีก 2 สาขา รวมแล้วปี 2563 GLOBAL จะมีสาขาในไทยทั้งหมด 71 สาขา พร้อมตั้งเป้าว่าในช่วง 4 ปีจากนี้จะขยายสาขาในไทยให้ได้ 100 สาขา ซึ่งเป็นไปตามแผนระยะกลาง 3-5 ปีที่ GLOBAL วางไว้

ด้านแผนการลงทุนในปี 2564 นั้น GLOBAL ได้เตรียมการไว้แล้ว และมีการปรับปรุงแผนเป็นระยะเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงกว่าปี 2563 เนื่องจากในปีนี้มีสาขาเปิดใหม่ 5 สาขา แต่ในปี 2564 ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 6-7 สาขา

 

อันดับ 7 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 4.18% จากระดับ 32.82 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 34.25 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และมีแผนธุรกิจโดดเด่นและเติบโตระยะยาวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นและเข้าลงมาทุน

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า GULF แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2563 อาจดีกว่าที่คาดไว้เดิม เนื่องจากในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 เป็นช่วงไฮซีซั่น (High season) ของโครงการ Wind ที่ประเทศเยอรมนี และในเดือน ต.ค.63 โครงการนี้ผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าประมาณการถึงหนึ่งเท่าตัว ถือเป็นประเด็นบวกสำคัญในไตรมาส 4/2563

เนื่องจากเป็นไตรมาสแรกที่จะรับรู้รายได้และกำไรจากโครงการนี้เต็มไตรมาส (ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 โครงการนี้สร้างรายได้ 3,700 ล้านบาท และกำไรตามสัดส่วน 441 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 147 ล้านบาทต่อไตรมาส) นอกจากนั้นการใช้ไฟฟ้าของฐานลูกค้าอุตสาหกรรมฟื้นตัวดีต่อเนื่อง ก็น่าจะช่วยให้ผลงานของโรงไฟฟ้าภาคเอกชนรายเล็ก (SPP) ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนด้วย

ทั้งนี้ แม้ในช่วงไตรมาส 4/2563 GULF จะไม่มีรายได้เงินปันผลก้อนใหญ่ประมาณ 360 ล้านบาท (หลัก ๆ จากบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH) เหมือนเช่นไตรมาส 3/2563 ทำให้คาดกำไรปกติในไตรมาส 4/2563 จะไม่สูงเด่นเท่าไตรมาสก่อน

ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก โดยมองว่าการเพิ่มทุนของ GULF ที่ 32,000 ล้านบาท เพิ่งเสร็จสิ้นไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อีก

ดังนั้น ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 39 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าฐานธุรกิจของ GULF มีความแข็งแกร่งจากรายได้ค่าไฟฟ้าที่มั่นคง การขยายธุรกิจในต่างประเทศที่เริ่มรับรู้รายได้แล้วได้ช่วยให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงใน 2-3 ปีข้างหน้าจะมี 2 โครงการโรงไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ (IPP) ที่มีขนาดใหญ่สร้างเสร็จ ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ยกฐานกำไรขึ้นอีก นอกจากนั้นการเพิ่มทุนที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายธุรกิจผ่านการทำ M&A มากขึ้น

 

อันดับ 8 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 2.56% จากระดับ 57.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ58.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดเป็นผลมาจากพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและแผนธุรกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทได้ฝ่าฟันจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563 และไตรมาส 3/2563 และเชื่อว่ายอดขายในปี 2564 จะเติบโตประมาณ 8-10% ตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต Olefins Reconfiguration Project (ORP), โครงการโพรพิลีนออกไซด์ (Propylene Oxide : PO) และโครงการโพลีออลส์ (Polyols) ที่ทยอยแล้วเสร็จในปี 2563

ขณะที่แนวโน้มราคาขายผลิตภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ที่ปรับสูงขึ้น จาก 700-800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1,070 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน คาดว่ายังทรงตัว เมื่อเทียบกับปี 2563 แต่บริษัทได้ปรับแผนการผลิตเป็นน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นสัดส่วนกำลังการผลิตดีเซลอยู่ที่ 65% และน้ำมันเตา 15% ส่วนที่เหลือเป็นแนฟทา เพื่อใช้ในโรงงานของกลุ่มบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์ คาดว่าจะทรงตัวจากปี 2563 เช่นกัน

นอกจากนี้ บริษัทยังคงแผนเข้าควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจาหลายโครงการในต่างประเทศ ซึ่งจะเน้นเข้าซื้อกิจการในโครงการที่บริษัทยังไม่มีสายการผลิต เช่น โรงงานเม็ดพลาสติกวิศวกรรมประเภทพีพีคอมพาวด์ เพื่อให้สามารถขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็วขึ้น เป็นการขยายเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ และ High Value Product (HVP) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างครบถ้วน สำหรับตลาดทั่วโลก ซึ่งบริษัทพยายามที่จะได้ดีล M&A ภายในปี 2564

สำหรับความคืบหน้าการหาพันธมิตรร่วมลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐฯ หลังจากที่ Daelim Industrial Co.,Ltd. (DAELIM) พันธมิตรจากเกาหลีใต้ได้ถอนตัวออกไป บริษัทยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรรายใหม่ พร้อมทั้งต่อรองผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย โดยการทบทวนแผนลงทุนจะต้องให้มีความละเอียดมากขึ้น เนื่องจากเงื่อนไขการตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวจากสถานการณ์โควิด-19 คาดว่าจะได้ข้อสรุปการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในกลางปี 2564

 

อันดับ 9 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 1.08% จากระดับ 3.68 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 3.72 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดนักลงทุนเชื่อมั่นแนวโน้มธุรกิจฟื้นตัวและนักวิเคราะห์แนะนำซื้อ

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  IRPC แนะนำเป้าเชิงกลยุทธ์ 4.00 บาท เนื่องจากสเปรดปิโตรสูงสุดในรอบหลายปี spread ของหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE-DUBAI ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561

คาดผลการดำเนินงานในปีหน้าฟื้นตัวโดดเด่นล้อไปกับเศรษฐกิจโลก  โดย Bloomberg Consensus Survey กำไรสุทธิเฉลี่ยใน ปี 2564-2565 ที่ 2.6 พันล้านบาท  และ 4 พันล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง พลิกจากขาดทุนในปี 2563 และเติบโต 53.8% ในปี 2565 ตามลำดับ

 

อันดับ 10 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 0.74% จากระดับ 13.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 13.60 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 คาดนักลงทุนเชื่อมั่นในธุรกิจทำให้ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบในปี 2563

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะมีรายได้รวมเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว (single-digit) หรือประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีรายได้รวม 129,186.11 ล้านบาท และจะมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin) เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 17% จากปกติเฉลี่ยที่ 16%

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้ว 100,319.01 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,788.61 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาอีก 20% โดยธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องมีการเติบโตสูงในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่ขยายตัวสม่ำเสมอ ส่วนธุรกิจอาหารแช่แข็งยังคงได้รับผลกระทบบ้าง หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2563 เชื่อว่าธุรกิจโดยรวมในช่วงที่เหลือของปียังมีทิศทางที่ขยายตัวได้ แม้ปกติไตรมาสนี้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว และเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคออกมารับประทานอาหารนอกบ้านน้อย รวมทั้งร้านอาหารยังต้องเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ทำให้รับลูกค้าเข้ามาบริหารไม่เต็มที่ แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ได้กลับสู่ภาวะปกติก็ตาม

สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าหมายมีรายได้เติบโต 5% และพยายามทำอัตรากำไรขั้นต้นให้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 16% เมื่อเทียบกับปี 2563 บนสมมติฐานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ระบาดไปจนถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ธุรกิจหลักยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน