เปิด 5 อันดับหุ้น SET100 ราคาพุ่งกระฉูด-รูดหนัก ปี 2563

เปิด 5 อันดับหุ้น SET100 ราคาพุ่งกระฉูด-รูดหนัก ปี 2563

ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย SET Index ในปี 2563 ยังไม่ฟื้นตัวโดยเห็นได้จากดัชนียืนที่ระดับ 1579.84  จุด (ณ 30 ธ.ค. 62) มาอยู่ที่ระดับ 1449.35 จุด (ณ 30 ธ.ค.63) ลบ 130.49 จุด หรือลดลง 10.85%  เนื่องจากภาวะสงครามการค้าสหรัฐ-จีนกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก อีกทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ฉุดเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำจนถึงขณะนี้

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปี 2563 (1 พ.ย.-28 ธ.ค.2563) ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเกือบ 300 จุด โดยเทียบจากดัชนี ณ วันที่ 30 ต.ค.63 ยืนที่ระดับ 1,194.95 จุด ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1408.31 จุด ณ 30 ธ.ค.63  เนื่องจากตลาดตอบรับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯชัดเจน และผลการทดสอบวัคซีน COVID-19 ระยะที่ 3 ออกมาในเชิงบวก ทำให้ตลาดคาดหวังว่าการค้าโลก และการเดินทางระหว่างประเทศจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติในปี 2564 ได้ช่วยหนุนกระแสเงินทุนให้ไหลเข้าต่อเนื่อง

อีกทั้งในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.63 หุ้นขนาดใหญ่ได้แรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังเกิดจากแรงผลักดันของหุ้นที่มี Free Float ต่ำ แต่กลับขึ้นได้แรงกว่าตลาดมากในหลายบริษัท

อย่างไรก็ตามครั้งก่อน ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้นำเสนอราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงและลงแรงกลุ่ม SET50 ไปแล้ว สำหรับครั้งนี้จะขอนำเสนอราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงและลงแรงกลุ่ม SET100  ในปี 2563 โดยเทียบข้อมูลราคาหุ้น ณ วันที่ 30 ธ.ค.62-30 ธ.ค.63 เพื่อให้เห็นทิศทางราคาหุ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน  โดยครั้งนี้ได้สำรวจและคัดเลือกหุ้น 5  อันดับแรกของกลุ่มราคาปรับตัวขึ้นแรงเกิน 100% และราคาร่วงหนักเกิน 30 % ตามตารางประกอบดังนี้

อันดับ 1  บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ DELTA ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 808.41% จากระดับ 53.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 486.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 โดยนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรหลายปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุน อาทิ แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 โตเด่นต่อเนื่องถึงปี 2564 และธุรกิจได้ประโยชน์จากการ Work from Home และการเก็งกำไรเข้าคำนวณดัชนี SET50 รอบใหม่ในครึ่งปีแรก 2564

ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ได้ออกมายืนยันว่าไม่พบความผิดปกติของการซื้อขายยิ่งเป็นแรงหนุนให้ราคาหุ้นทะยานแรงขึ้นไปแตะที่ระดับ 800 บาท ในช่วงปลายปี 2563

แต่เนื่องจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับขึ้นแรงจนเกินพื้นฐาน ทำให้ในช่วงนี้นักลงทุนเริ่มเทขายทำกำไรออกมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 : Cash Balance โดยให้เริ่มต้นวันที่ 6 ม.ค. 2564 สิ้นสุดวันที่ 26 ม.ค. 2564 ทำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรต่อเนื่อง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ DELTA ที่ราคาเป้าหมาย 150 บาท พร้อมแนะนักลงทุนระดับราคาล่าสุดไม่ใช่จุดเข้าลงทุนที่ดี เนื่องจาก 1.เป็นระดับราคาที่แพงมาก 2.ปัจจุบัน Market Capitalization อยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท (ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2563) เป็นรองเพียงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOT มองว่าไม่เหมาะสมเท่าใด หากนำไปเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นจะพบว่ามูลค่ากิจการสูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นถึง 23 เท่า เทียบกับ PTT และ AOT อยู่ที่ 1.3 เท่า และ 6.2 เท่า ตามลำดับ ขณะที่ในแง่ของการเติบโตแม้จะมีข่าวว่าอยู่ใน Mega Trend ธุรกิจ EV แต่สัดส่วนรายได้ยังไม่สูงมากนัก

ทั้งนี้ อิงประมาณการจาก Bloomberg Consensus คาดกำไรปี 2564 เติบโตเพียง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ย 191 บาทเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะประเมินจากมิติใด ยังไม่เห็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนหุ้นตัวนี้

 

อันดับ 2 บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)  หรือ STA ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 165% จากระดับ 10.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 26.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 โดยราคาหุ้นทะยานแรงเป็นผลมาจากแนวโน้มธุรกิจได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจที่ผลิตถุงมือยางได้ประโยชน์( จากบริษัทลูก STGT ดำเนินธุรกิจถุงมือยาง)

อีกทั้งราคายางฟื้นตัวเด่นเป็นบวกต่อธุรกิจ ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่ากำไรปีนี้และปีหน้าจะเติบโตเด่น และออกมาปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้ารวมทั้งราคาเป้าหมายทำให้นักลงทุนเข้ามาไล่ซื้อหุ้นในช่วงดังกล่าว

บล.คิงส์ฟอร์ด  ระบุในบทวิเคราะห์ว่า STA* ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 46.50 บาท*) ผลการดำเนินงานในปี 2563 มีแนวโน้มเติบโตสดใส โดยอุปสงค์ต่อการใช้ยางพาราในอุตสาหกรรมผลิตล้อยางรถยนต์เริ่มฟื้นตัวขึ้น นอกจากนั้นบริษัทลูกอย่าง STGT ก็มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3-4 เติบโตต่อเนื่อง เทียบไตรมาสก่อนหน้า ตาม Order คำสั่งซื้อถุงมือยางที่เต็มกำไรการผลิตพร้อมกับการปรับราคาขายขึ้นต่อเนื่อง ในส่วนของการประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 ของ STA Bloomberg Consensus ประเมินเฉลี่ยที่ 5.9 พัน ลบ. และ 5.36 พัน ลบ.พลิกจากขาดทุนในปี 2562 และชะลอตัวลง -9%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2564

 

อันดับ 3 บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน)  หรือ JMART ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 139.52% จากระดับ 8.35 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 20.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63 ราคาหุ้นปรับตัวแรงส่วนใหญ่เป็นมาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 เติบโตสดใสและต่อเนื่องถึงปี 2563 ขณะที่โบรกเกอร์ปรับเพิ่มประมาณการณ์กำไรและราคาเป้าหมายใหทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า JMART โดยคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/63 จะทำระดับสูงสุดต่อเนื่องที่ 201.6 ล้านบาท เติบโต 20.9% หนุนจากรายได้เติบโต 16.4% จากไตรมาส 2/63 จากผลบวกคลายล็อกดาวน์ ต่อธุรกิจพื้นที่ให้เช่า และธุรกิจขายมือถือ ส่วนธุรกิจบริหารหนี้ คาดติดตามหนี้รับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่อง ขณะที่ Net Margin คาดเพิ่มขึ้นเป็น 7.4% จาก 7.2% ในไตรมาส 2/63 จากการรับรู้กำไรจากการตามหนี้เพิ่มขึ้น จากก้อนหนี้ที่ติดตามครบทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/63

พร้อมกันนี้ คาดการณ์กำไรไตรมาส 4/63 ทำระดับสูงสุดต่อเนื่อง จากผลบวกการเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่าย ซึ่งดีต่อกลุ่มค้าปลีก J Mobile และ J และกลุ่มธุรกิจการเงินทั้งในส่วนการให้สินเชื่อ ส่วนตามหนี้ ที่มักจะทำได้ดีขึ้น เพราะเป็นช่วงลูกค้าได้เงินก้อนโบนัส

ขณะที่คาดว่าจะมีกำไรพิเศษจากการตีมูลค่า J Fintech เมื่อกระบวนการเพิ่มทุนให้กลุ่ม KB เข้ามาถือหุ้นราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งส่งผลบวกชัดเจนในปี 2564 จากการที่ J Fintech หาเงินลงทุนเอง ซึ่งต้นทุนจะต่ำลงกว่าเดิมที่กู้ยืมผ่าน JMART บวกกับการขยายตัวสูงของ JMT และ SINGER เชื่อว่ากำไรปี 2563-64 จะโตไม่ต่ำกว่าที่คาดที่ 45.2% และ 14.1% ด้านมูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 18 บาท ที่เริ่มใช้ ยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากแผนการซื้อกิจการ หลังมีการเตรียมขอเพิ่มทุนแบบ General Mandate ยังให้อัพไซด์ที่ 14.6% และคงคำแนะนำ ซื้อ”

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า JMART ( ซื้อ/ เป้า IAA Consensus 20.7) ด้านผลประกอบการได้อานิสงส์มาตรการช็อปดีมีคืนหนุนยอดขาย ส่วนธุรกิจของกลุ่มบริษัทลูก (JMT SINGER) โตแรงต่อเนื่อง

 

อันดับ 4 บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น 111.36% จากระดับ 4.40 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 9.30 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า RBF ลูกค้ามีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่ม Functional Drink โดยโรงงานในเวียดนามจะเริ่ม Commercial Run ในเดือนนี้ ส่วนอินโดนีเซียกำลังทยอยเพิ่มการใช้กำลังการผลิต คาดกำไรปี 2563-2564 +43% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและ +16% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ แข็งแกร่งกว่าตลาดมากแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11 บาท

บล.คิงส์ฟอร์ด RBF* (ซื้อเก็งกำไร/ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.00) แนวโน้มไตรมาส 4/2563 คาดทิศทางผลประกอบการยังดีขึ้นต่อจากยอดขายในประเทศที่เร่งตัว เนื่องจากลูกค้ามีการเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้กำลังผลิตของโรงงงานในอินโดฯ จะเพิ่มขึ้น และสามารถควบคุม SG&A ได้ตามแผน

 

อันดับ 5 บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM ราคาหุ้นปี 2563 ปรับตัวขึ้น103.79% จากระดับ 66.00 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.62 มาอยู่ที่ระดับ 134.50 บาท ณ วันที่ 30 ธ.ค.63

บล.คิงส์ฟอร์ด แนะนำลงทุนกลุ่มรับประโยชน์ ศก.ชะลอ NPL ในระบบเพิ่ม สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน CHAYO*, JMT*, SINGER*, MTC*, SAWAD*, AUCT* ประกัน TQM*

บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TQM มีแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มยอดเบี้ยประกันใน 5 ปีข้างหน้าดังนี้ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับบริษัทประกัน 24 แห่ง เพิ่มยอดขายแบบ cross-selling และเพิ่มพันธมิตรอย่างเช่นธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และบริษัท 3BB broad-band การเข้าซื้อโบรกเกอร์เจ้าอื่น และขยายกิจการกับพันธมิตรไปในภูมิภาค ผ่านความช่วยเหลือของพันธมิตร (ในกลุ่มเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี) เช่น อาคเนย์ประกันภัย และบิ๊กซี (มีเครือข่ายสาขาในประเทศเวียดนาม, สปป.ลาว, กัมพูชา และไทย)

 

ส่วนกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรง 5 อันดับ ได้แก่ EGCO,MBK,DTAC,JAS และ TMB ดังตารางประกอบ ขณะเดียวกันหากสังเกตหุ้นดังกล่าวจะเห็นว่าราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลงแรงและขึ้นช้ากว่าตลาดฯดังนั้นช่วงนี้จึงถือเป็นโอกาสในการทยอยเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดังกล่าว

บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ระบุว่า มีแรงซื้อจากหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ยัง Laggard อยู่อย่างหุ้น EGCO, RATCH และกลุ่มพลังงานที่ขึ้นมาดีตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น หลังผลประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ที่มีมติคงการปรับลดกำลังการผลิตที่ 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน ไปถึงเดือนก.พ. ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาที่กลุ่มพลังงานอีกครั้ง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากการที่ตลาดมีการฟื้นตัวมาหลังปรับตัวลงในลงแรงในช่วงปลายเดือนธ.ค.63นำโดยหุ้นกลุ่มหลักที่เป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามความกังวลของการติดเชื้อระลอกใหม่ในประเทศที่ยังคงเป็นประเด็นกดดันอยู่ก็อาจจำกัดการปรับขึ้นในระยะสั้นทำให้มองว่าตลาดจะกลับมาเก็งกำไรในหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) อยู่ในช่วงนี้

โดยได้ทำการ screening หุ้นในกลุ่ม SET100 ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาดโดยใช้เกณฑ์ RSI ที่ต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์ (SET) ที่มี RSI อยู่ที่ 50.91 โดยพบว่าหุ้นที่น่าสนใจลุ้นรีบาวด์ระยะสั้น 10 ตัว  ประกอบด้วย BCH,BEM,HMPRO,TU,CK,BTS, DTAC,CPALL,CPN และ OSP

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น