“ไทยเบฟ” จ่อขาย “ไอพีโอ” BeerCo ตลาดสิงคโปร์ ระดมทุนหมื่นล. สูงสุดรอบ 10 ปี!

"ไทยเบฟ" จ่อขาย “ไอพีโอ” BeerCo ตลาดสิงคโปร์ ระดมทุนหมื่นล. สูงสุดรอบ 10 ปี!

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศแผนการขายหุ้นจำนวน 20% ในบริษัท BeerCo ซึ่งเป็นธุรกิจเบียร์ในเครือผ่านทางการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในประเทศสิงคโปร์

ทั้งนี้ ไทยเบฟ ได้ยื่นรายงานต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์เมื่อคืนนี้ โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ BeerCo สามารถเข้าถึงตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ได้โดยตรง และยังช่วยให้ทางบริษัทสามารถระดมเงินทุนอย่างเป็นอิสระในขอบข่ายที่กว้างขึ้น

อย่างไรก็ดี ไทยเบฟไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินในการทำ IPO ดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า อาจเป็นการทำ IPO ที่มีวงเงินสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปีของตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว บลูมเบิร์ก รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เตรียมยื่นไฟล์ลิ่งทำสปินออฟธุรกิจเบียร์ของบริษัท เล็งระดุมทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าเทรดใน SGX โดยคาดว่าเร็วสุดจะยื่นไฟล์ลิ่งในอาทิตย์หน้านี้ และอาจเป็นหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศนับตั้งแต่ Hutchison Port Holdings Trust เข้าตลาดในปี 2011ด้วยมูลค่า 5.5 พันล้านดอล นอกจากนั้นแหล่งข่าวยังระบุว่าหน่วยธุรกิจของไทยเบฟนี้อาจเข้าเทรดในตลาดสิงคโปร์ได้อย่างเร็วที่สุดในไตรมาสสองของปีนี้

สำหรับ ไทยเบฟ เป็นบริษัทเกี่ยวข้องกับธุรกิจเบียร์และสุราชั้นนำของไทยที่เป็นของผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมทุนรายอื่น ๆ เข้าเป็นกลุ่มบริษัท ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มทีซีซี

 

อนึ่ง BeerCo มีสามโรงผลิตในประเทศไทย นอกจากนั้นแล้วยังถือหุ้นในโรงผลิตอีก 26 แห่งในประเทศเวียดนาม ซึ่งธุรกิจเบียร์ของ BeerCo นั้นประกอบไปด้วยการผลิต การจัดส่ง และการจำหน่ายเบียร์แบรนด์ดังเช่น เบียร์ช้าง และเบียร์ไซ่ง่อน

โดยทั้งกลุ่มรายงานตัวเลขของปีงบประมาณ 2563 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท คงที่เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิของปีก่อนหน้า ส่วนรายได้นั้นระบุไว้ที่ 2.56 แสนล้านบาท ลดลง ราว 5% เมื่อเทียบกับรายได้ 2.69 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการของที่ลดลง

ขณะที่ ThaiBev ระบุว่าทางบริษัทเห็นถึง “ศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ” ในธุรกิจเบียร์ของบริษัท โดยเล็งเห็นว่าพัฒนาการของธุรกิจเบียร์จะสามารถยกระดับให้สูงขึ้นไปได้อีก หากมีบอร์ด และกรรมการจัดการเฉพาะตัว และมีช่องทางเข้าถึงตลาดทุนได้โดยตรงในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่แยกตัวออกมาจาก ThaiBev

ขณะที่เงินทุนจาก IPO จะนำไปชำระหนี้ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินของบริษัท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจในอนาคต