แง้มผลงาน Q1/64 หุ้นแบงก์ โบรกฯฟันธงกำไรฟื้น แนะ “เพิ่มน้ำหนักลงทุน”

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ออกมาเป็นกลุ่มแรก โดยนักวิเคราะห์มองว่าธนาคารส่วนใหญ่จะมีกำไรฟื้นตัวต่อได้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่ลดลงหลังคุณภาพ สินทรัพย์ที่ดีขึ้น และได้ให้น้ำหนักกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด”

โดยอัตราส่วนทางการเงินที่รวบรวมโดย “บลูมเบิร์ก” จะเห็นว่ามีการให้คำแนะนำ “ซื้อ” ในหุ้น BBL,KBANK,KTB และ SCB โดยมองว่าอัตราส่วนราคาปิด/กำไรต่อหุ้นยังต่ำ และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง

(คลิกที่รูปภาพเพื่อขยายขนาดตาราง)

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ (31 มี.ค.2564) มองว่ากลุ่มธนาคารยังเดินหน้าต่อบนเส้นทางการฟื้นตัว คาดผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในช่วงไตรมาส 1/2564 จะอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน หลังจากได้รับผลกระทบเต็มปีจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย

อย่างไรก็ดีตามประเมินธนาคารส่วนใหญ่จะมีกำไรฟื้นตัวต่อได้เมื่อเทียบ กับไตรมาสก่อนหน้าหนุนจากการตั้งสำรองที่ลดลงหลังคุณภาพ สินทรัพย์ที่ดูดีขึ้น กอปรกับค่าใช้จ่ายด้านงานระบบต่างๆที่น่าจะลดลง คงให้น้ำหนักกลุ่ม “มากกว่าตลาด”

ทั้งนี้ เลือก KBANK เป็นหุ้นเด่น มองว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเป็นปัจจัยกดดันในแง่จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ทั้งนี้คาดว่ากลุ่มธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (DSIBs) หรือธนาคารใหญ่ 4 แห่งจะ รายงานกำไรรวมที่ 2.39 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 1/2564 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ประเด็นกดดันหลักในแง่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน มาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงจาก ผลกระทบเต็มปีของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลายครั้งในปี 2563

โดย ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปรวม 75bps ในปีที่ผ่านมาจาก 1.25% สู่ระดับต่ำสุดที่ 0.50% คาด NIM จะอยู่ที่ระดับ 2.7% ในไตรมาส 1/2564 ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2564  แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากธนาคารกลาง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาตั้งแต่กลางปี 2563 ฐานการตั้งสำรองที่ต่ำของ KBANK อาจบิดเบือนแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ปัจจัยหลักเป็นเพราะฐานการตั้งสำรองที่ต่ำมากของ KBANK ในไตรมาส 4/2563 ซึ่งหากการตั้งรอง กลับสู่ระดับปกติในไตรมาสนี้

ทั้งนี้มองว่า KBANK จะเป็นธนาคารเดียวในกลุ่มที่มีกำไรอ่อนแอลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่ BBL (+67% จากไตรมาสก่อน), SCB (+40% จากไตรมาสก่อน) และ KTB (+23% จากไตรมาสก่อน) ทั้งหมดจะมีการฟื้นตัวในเชิงจากไตรมาสก่อนหนุนจากการตั้งสำรองหนี้เสียและค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากธนาคารกลาง ต่ออายุมาตรการชำระหนี้ บางส่วนและค่าใช้จ่ายงานระบบที่น่าจะลดลง คาดสัดส่วน NPL ทรงตัวที่ 3.8% จาก ระดับในสิ้นปี 2563 และสัดส่วน C/I ลดลงสู่ 50% จาก 53% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นยังคงเป็นธีมลงทุนหลัก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจช้าและการเติบโตของสินเชื่ออาจอยู่ในระดับปานกลาง จากการที่ GDP อาจโตได้เพียง 2-3% ในปีนี้ แต่เราเชื่อว่ากลุ่มได้ผ่านจุดที่แย่ที่สุด ของ Covid-19 ไปแล้ว โดยเฉพาะสัดส่วน NPL ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยและต่ำกว่าที่ ตลาดกังวลไว้มาก นอกจากนี้ ยังคงเห็นคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยสินเชื่อระยะ ที่สอง ลดลงเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกัน

สำหรับธีมการลงทุนสำหรับกลุ่มในปี 2564 ชัดเจน ว่า ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองที่ต่ำลงท่ามกลางคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหลังมี การตั้งสำรองมากในปีที่แล้วจะเป็นปัจจัยหนุนกำไรในปีนี้ และเราคาดว่าการฟื้นตัว ของกำไรที่ได้รับแรงหนุนจากการตั้งสำรองที่ต่ำลงจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อยสองปี

*อนึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน