คัด 10 หุ้น “ขนส่ง-โลจิสติกส์” ตัวท็อป! รับศก.โลกฟื้น-BDI พุ่งแรงในรอบ 10 ปี

คัด 10 หุ้น “ขนส่ง-โลจิสติกส์” ตัวท็อป! รับศก.โลกฟื้น-BDI พุ่งแรงในรอบ 10 ปี จับตางบฯ  Q1 ฟื้นตัวแรง

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดธุรกิจ “ขนส่งและโลจิสติกส์” จากโบรกเกอร์ชั้นนำของไทยมานำเสนอเพื่อประกอบการลงทุน เนื่องจากช่วงนี้ดัชนีค่าระวางเรือ Baltic Dry Index (BDI) ปรับตัวขึ้นแรงแตะระดับ 2,710 จุด สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเทียบตั้งแต่ดัชนีอยู่ที่ระดับ 2,784 จุด (ณ วันที่ 27 ต.ค. 2553) โดยเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นคาดว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าว อาทิ TTA,PSL,RCL,ASIMAR,LEO,WICE,III,PORT จะได้ประโยชน์มากสุด และคาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 และผลงานปีนี้จะเติบโตโดดเด่น ตามบทวิเคราะห์ได้ระบุข้อมูลเอาไว้ดังนี้         

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า ธุรกิจเดินเรือสำหรับขนส่งสินค้าแห้งเทกองแบบไม่ประจำเส้นทาง มีเส้นทางเดินเรือครอบคลุมทั่วโลกในภูมิภาคสำคัญ (สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อินเดียอนุทวีป-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกไกล)

โดยสินค้าพื้นฐานที่กองเรือขนส่งคือ สินค้าทางการเกษตร เหล็ก ปุ๋ย สินแร่และเนื้อแร่ ไม้ซุง ถ่านหิน โดยคาดปีนี้เป็นปีที่กำไร turnaround จากภาพอุตสาหกรรมที่ดี จาก demand การขนส่งฟื้นตัวจากจีนและอเมริกา แต่ supply เรือยังคงตึงตัว

โดยค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด BDI Index ขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2553 พร้อมแนะนำหุ้น PSL ด้าน Valuation สามารถ Trading รับการ turnaround ของธุรกิจและค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง และ BDI Index (21เม.ย.)เพิ่มขึ้น 9.7% สู่ระดับ 2710 (ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2553) พร้อมคาดปีนี้กำไร turnaround จากภาพอุตสาหกรรมที่ดี

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า ดัชนี Baltic Dry Index (BDI) ปรับขึ้นสู่ 2,710 จุด เพิ่มขึ้น 9.63% โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของดัชนีเรือขนาดใหญ่อย่าง Capesize (+16.19%) และ Panamax (+5.52%) เนื่องจากผู้ประกอบการเหมืองเหล็กอย่าง BHP และ Rio Tinto ต่างออกมาให้ข้อมูลถึงการส่งมอบสินแร่เหล็กที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1/64

เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในออสเตรเลียทำให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ ทำให้อุปทานเหล็กยังคงตึงตัวขณะที่ความต้องการใช้ยังเร่งตัวขึ้น สำหรับเรือขนาดเล็ก ค่าระวางปรับขึ้นน้อยกว่า ทั้ง Supramax (+2.71%) และ Handymax (+1.89%) แม้เรือของ TTA และ PSL จะอยู่ในกลุ่มเรือเล็ก แต่เราคาดจะได้อานิสงส์จากทิศทางค่าระวางเป็นขาขึ้น

บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กลุ่มเดินเรือ : ปัจจุบันดัชนีระวางเรือเทกอง BDI ขยับตัวเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนขึ้นเป็น New High ในรอบปีพรอมทั้ง Drewry Hong Kong-Loss Angeles Container Rate ก็ปรับตัวขึ้น 4.3% จากสัปดาห์ ก่อนหน้าอันเกิดจากความตองการขนส่งสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง

อีกทั้งก่อนหน้านี้ปัญหาคลองสุเอซยังทำให้ระบบการเดินเรือเกิดความล่าช้ากว่าปกติส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มเดิเรือ เช่น TTA, PSL, และ RCL รวมถึงหุ้นภายใต้ Coverage  อย่าง WICE ([email protected]) จะได้รับงานจัดการขนส่งระหว่างประเทศในระดับสูง เชื่อระยะสั้นไตรมาส 1/2564 กำไรเติบโตสดใส ขณะที่แนวโน้มค่าระวางเรือปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูง แม้จะกดดันกดดัน Gross Margin แต่จะชดเชยได้ จาก Volume งานขนส่งที่มากขึ้น

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ฯ แนะ “ซื้อ” TTA โดยมองว่าบริษัท พร้อมจะ Turnaround พลิกเป็นกำไรในปี 2564 เป็นต้นไป จากธุรกิจเรือเทกองและธุรกิจบริการนอกชายฝั่งซึ่งเป็น 2 ใน 3 ธุรกิจหลักของบริษัท โดยในธุรกิจเรือเทกองมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากปริมาณกองเรือทั่วโลกในช่วง 2 ปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1-2.6% เติบโตต่ำกว่าปริมาณการค้าสินค้าเทกองที่คาดโต 4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ช่วยหนุนอัตราค่าระวางให้สูงต่อเนื่อง บริษัทยังเตรียมซื้อเรือ 2-3 ลำในปีนี้เพื่อรองรับความต้องการที่มีสูง

ขณะที่ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งมี Backlog แล้วสูงถึง US$190 ล้านเหรียญ (ราว 5.8 พันลบ.) ทยอยส่งมอบในปี 2564-2565 และปีนี้ไม่มีเรือเข้าอู่แห้ง โดยคาดปี 2564 พลิกเป็นกำไร 754.0 ล้านบาท และโตต่อเนื่อง 19.5% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ในปี 2565 บริษัทมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เงินสดและเงินลงทุนมีกว่า 7 พันล้านบาท หรือ 4.22 บาท/หุ้น

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า PSL ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ โดยอัตราค่าระวางเรือเทกองทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี และคาดจะเป็นทิศทางเช่นนี้ในช่วงปี 64-65 บริษัทมีเรื่องราวของการฟื้นตัวอย่างแท้จริง เพราะคาดว่าจะพลิกมาเป็นกำไรเป็นปีแรกในรอบ 9 ปีทีเดียว (ยกเว้นปี 61) จากปี 63 ที่มีขาดทุนจากธุรกิจหลัก (Core Losses) ที่ 601 ล้านบาท คาดว่าปี 64 และ 65 จะพลิกกลับมาเป็นกำไรหลักถึง 1.3 และ 1.7 พันล้านบาท ตามลำดับ

 บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  แรงหนุนจากค่าระวางเรือเทกองยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องตามราคาสินค้า Hard + Soft Commodity / Bloomberg Commodity Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกทางฝั่งอุปทานมาจากจำนวนเรือเทกองที่จะเพิ่มขึ้นไม่มากในปี 64-65

โดยจัดกลยุทธ์ลงทุนโดยเน้น 7 ธีมการลงทุนดังนี้

(1) Fund Flow ไหลกลับเข้า Cyclical/Value เช่น กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP ปิ โตรเคมี IVL*, PTTGC และโรงกลั่น BCP, TOP กลุ่มธนาคารพาณิชย์ BBL*, KBANK* กลุ่ม Consumer Finance MTC*, SAWAD*

(2) ปริมาณการค้าโลกเพิ่ม เช่น กลุ่มขนส่ง LEO*, WICE*, III*, PORT* กลุ่ม Packaging SCGP*

(3) Technology เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ HANA*, KCE*, SMT*, SVI* ยานยนต์ไฟฟ้า/แบตเตอรี่ EA* เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงข่าย / อุปกรณ์ 5G / Cloud / Software เช่น INSET*, COM7*, SYNEX*

(4) สินค้า Commodity TVO*, SUN*, TTA*, PSL*

(5) การตรวจเชื้อ COVID-19 การกระจายวัคซีน กลุ่มโรงพยาบาล CHG, EKH*, BDMS*, BCH, BH*, RJH*

(6) กลุ่ม Cannabis/Hemp เครื่องดื่ม CBG*, ICHI*, RBF*

(7) กลุ่ม Re-Opening เศรษฐกิจ AWC*, SHR*, CPN*, CRC*, CPALL*

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ WICE (TP21F 8.50*): ประเมินกำไรปี 2564 โต 21% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ 243 ลบ. รับกระแสกระแส 5G และภาวะตู้ Container ขาดแคลน โดยอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเป็น บวก จาก Supply การขนส่งน้อย (เครื่องบินหยุดบินและตู้ Container ขาด) สวนทาง Demand สูงขึ้นตามเศรษฐกิจฟื้นตัว ผสานบริษัทมีลูกค้าหลัก 60% คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มขยายตัว

Valuation: ราคาซื้อขายไม่แพง ที่ PER21F 17 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 23 เท่า และคาดยังมี upside จากโอกาสการขยายธุรกิจผ่านการทำ M&A/JV เพิ่มเติม

Catalyst: ผลกระทบจากปัญหาที่คลอง Suez เป็นปัจจัยบวกต่อการขนส่งทางอากาศ (WICE มีสัดส่วนจาก Air Freight 52%) + เป็นหุ้นที่มีปัจจัยหนุนทั้งระยะสั้นและกลางยาว โดยระยะสั้นยังรับประโยชน์จากภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาด กระตุ้นการเร่งขนส่งของลูกค้า และระยะกลางยาว เติบโตไปกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของแนวโน้ม 5G + Smart devices ที่ขยายตัวมากในเอเชีย

ด้านนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเป็น 2 เท่า มาอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ภายในปี 2566 หรือเติบโตปีละประมาณ 20-25% โดยมาจากการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ธุรกิจภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเดินหน้าขยายธุรกิจ Self Storage และ Container Depot ตามแผนการใช้เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

สำหรับดีล M&A เป็นธุรกิจภายในประเทศไทย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่มียอดขายไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท และมีกำไรต่อเนื่อง ขณะนี้มีอยู่ระหว่างการเจรจา 2-3 บริษัท ที่มียอดขายอยู่ระดับ 200-300 ล้านบาท สามารถมาต่อยอดกับธุรกิจของบริษัทได้ โดยเบื้องต้นหากสามารถปิดดีลได้สำเร็จในช่วงไตรมาส 3/2564 ก็น่าจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/2564

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ LEO (เป้าพื้นฐาน 7.8 บาท) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2564 ยังโตเด่นตามแนวโน้มค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ ที่ล่าสุดฟื้นตัวขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดเมื่อปลายปีก่อน สะท้อนดีมานด์การขนส่งสินค้าที่ยังสูง (แม้ว่าจะมีอุปทานตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม) นอกจากนี้ยังมี Upside จากการ M&A ที่ยังไม่รวมในประมาณการฯ ทั้งนี้ LEO ยังมีเงินสดจากการ IPO เหลืออยู่ราว 200 ล้านบาท เก็บอยู่ในรูปแบบเงินลงทุนระยะสั้น

ส่วนนายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปี 2563 ที่มีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,607.4 ล้านบาท

โดยการขยายธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศในรูปแบบของ Cargo Flight เนื่องจากมองว่าการใช้เครื่องบินสำหรับเดินทางจะกลับมาได้เต็ม 100% ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ดังนั้นจึงนำเครื่องบินมาใช้สำหรับขนส่งสินค้า

ด้านนายบัญชัย ครุจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/2564 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/2563 บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/2564 จะลดลงจากไตรมาส 4/2563 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ขณะที่ไตรมาส 1 ของทุกปี จะชะลอตัวลง

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2564 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะเติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,359.94 ล้านบาท จากความต้องการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน