พาราสาวะถี

สถานการณ์โควิดระลอกสาม คงต้องยอมรับสภาพเหมือนที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจลั่นวาจาด้วยความหงุดหงิดกระมัง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะดูแล้วแนวโน้มของคลัสเตอร์สถานบันเทิงย่านทองหล่อรอบนี้ไม่เหมือนการระบาดในรอบแรก ทั้งด้วยจำนวนคนที่ติดเชื้อและการแพร่กระจาย สิ่งสำคัญคือตัวเชื้อที่นำไปแพร่ที่พบเป็นสายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งว่ากันว่ามีความรวดเร็วในการแพร่กระจายได้ถึง 100 เท่าเลยทีเดียว จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขว่าจะรับมือกับการระบาดระลอกนี้อย่างไร

พาราสาวะถี

ยุ่งกันไปใหญ่แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเมื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องแอดมิทโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์จากการติดเชื้อโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่ามาจากการที่หน้าห้องคนสนิทไปเที่ยวผับย่านทองหล่อแล้วติดเชื้อ ท่ามกลางความสงสัยว่า ตัวท่านรัฐมนตรีได้ไปเที่ยวด้วยหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าตัวยืนกรานว่าไม่ได้ไป ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งไม่หมดแค่นั้น วันเดียวกัน สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ตรวจพบติดเชื้อด้วยเช่นกัน

พาราสาวะถี

เตือนไว้แล้วว่าการที่รัฐบาลโดยศบค.ประกาศว่าจะผ่อนคลายด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์ รวมไปถึงการอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเพื่อหวังเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศนั้น ให้ระวังว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกกระทอก แล้วสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น หนนี้ต้นตอวกกลับไปเหมือนกับการระบาดในระลอกแรกคือเกิดจากสถานบันเทิง และก็เป็นจุดเดิมนั่นก็คือย่านทองหล่อ แต่ที่หนักข้อไปกว่านั้นคือ ดันมีข่าวรัฐมนตรีในรัฐบาลไปปรากฏกายในสถานที่ดังว่าด้วย

พาราสาวะถี

เข้าสู่เดือนเมษายน เดือนที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตั้งตาเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อนแบบเน้น ๆ ปีนี้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจได้เฮกันยาว ๆ ส่วนภาคเอกชนแล้วแต่ว่าสถานประกอบการไหนจะหยุดตามราชการหรือยึดเอาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ แต่สงกรานต์ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่คนไทยจะได้สาดน้ำกันประปราย เหตุที่ต้องบอกเช่นนี้ทั้งที่รัฐบาลประกาศขอความร่วมมือห้ามเล่นสาดน้ำ ประแป้ง ปาร์ตี้โฟม เพื่อป้องกันโควิด-19 แต่พอถึงเวลาก็น่าจะพบว่ามีบางแห่งที่ขอสนุกกันสักนิด

พาราสาวะถี

รู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดีกับคนที่ไร้อุดมการณ์ งานทุกวันคือการเชลียร์สอพลอคนที่ตัวเองไปสยบยอมอยู่ใต้อุ้งเท้าเผด็จการ ดังนั้น การออกมากระตุกสำนึกสำเหนียกของ จตุพร พรหมพันธุ์ ของ เสกสกล หรือ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ คนที่ไม่สมควรได้รับฉายาว่าแรมโบ้อีสานอีกต่อไป ต่อการที่ประธานนปช.ชวนประชาชนร่วมระดมความเห็นจัดขบวนความคิดในวันที่ 4 เมษายนนี้เพื่อไล่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ด้วยการดักคอว่า ระวังจะถูกผสมโรงล้มสถาบัน ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อไปแล้วสำหรับรัฐบาลนี้

พาราสาวะถี

วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลจะมีการถ่ายภาพหมู่ครม.หลังจากที่มีการขยับกันใน 4 ตำแหน่ง แต่มีรัฐมนตรีหน้าใหม่แค่ 2 ราย เพื่อขจัดปัญหาเสียงกวนใจจะได้ภาพถ่ายสวย ๆ เต็มไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจึงจัดให้บุกเข้าสลายหมู่บ้านทะลุฟ้าเมื่อช่วงเช้าและเย็นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมมีทั้งเด็กและพระรวมอยู่ด้วยรวมทั้งหมด 99 คน กับข้ออ้างอันคลาสสิคในยุคเผด็จการสืบทอดอำนาจทุกอย่างยึดกฎหมายเป็นสำคัญและเป็นไปตามหลักสากล

พาราสาวะถี

ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตั้งแต่แรกอยู่แล้วสำหรับการปรับครม.ประยุทธ์ 2/4 เมื่อพรรคสืบทอดอำนาจมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว มันจึงเข้าทางและก็เป็นการจัดการทางการเมืองภายในพรรคเมื่อบัญชีผู้เฝ้ารอเก้าอี้รัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรคอย่าง ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เข้าวินในเก้าอี้ใหญ่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีเอส แน่นอนว่า ลักษณะการทำงานก็ไม่ต่างกับ พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ที่กระเด็นตกเก้าอี้ไปก่อนหน้า

พาราสาวะถี

แสดงออกถึงความมั่นใจถึงที่สุด ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจึงได้ประกาศศักดาออกมาอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม “ใครอยากตัดวงจรสืบทอดอำนาจก็แก้รัฐธรรมนูญให้ได้ก็แล้วกัน” แน่นอนว่า หากเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งโดยปกติ ไม่มีใครกล้าที่จะท้าทายเช่นนี้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย ทั้งจากการลุกขึ้นมาประท้วงของประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง และจะสั่นคลอนด้วยพลังทำลายล้างขององค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ

พาราสาวะถี

ไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมของกลุ่มรีเด็มเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้ออ้างหลักมีแค่สองประการคือม็อบไม่ได้ชุมนุมโดยสงบใช้ความรุนแรงทำร้ายเจ้าหน้าที่ และมีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยผู้รักสถาบัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องไหนก็ตาม หากยึดหลักสันติวิธีและวิถีตามหลักสากลจริง เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ต้องใช้กำลังได้

พาราสาวะถี

ไม่มีนักการเมืองประเทศไหนตลบตะแลง กะล่อน ปลิ้นปล้อน ได้เท่ากับนักการเมืองประเทศไทยอีกแล้ว การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ พรรคสืบทอดอำนาจและส.ว.ลากตั้ง เด่นชัดมาตั้งแต่ต้นไม่ประสงค์จะให้มีการพิจารณาโหวตโดยอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นการตีตกร่างแก้ไขที่กำลังพิจารณากันอยู่ เข้าข่ายโมฆะมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจให้มีการโหวต นี่ย่อมสะท้อนภาพการเมืองตีสองหน้า เล่นเกมกันอย่างชัดเจน

1 2 3 128