ศาลปกครองตีตกคำฟ้อง “หมอไห่“ เปิดทางนายกฯทูลเกล้า ปลดพ้นประธานกสทช.

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ “สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. พร้อมคำขอทุเลาการบังคับและขอให้ระงับกระบวนการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ในชั้นนี้ยังไม่มีคำสั่งศาลมาระงับผลของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายต่อไปได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ น.พ.สรณ ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 และขอให้ทุเลาการบังคับทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยขอให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ ชอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ตนปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป และขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กสทช. คนใหม่แทนตนเอง

ในที่สุดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยศาลมีความเห็นว่า เมื่อกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่า น.พ.สรณ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8(2) แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เป็นกรณีที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 20 ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการในส่วนนี้ มีข้อสังเกตว่า ศาลไม่ได้ระบุถึงขั้นตอนตามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องแจ้งวุฒิสภาก่อนนำความกราบบังคมทูล เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้กำหนดในกฎหมายแต่อย่างใด

ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ทำให้คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุดในทางคดี ไม่มีเหตุที่ น.พ.สรณ จะกล่าวอ้างได้อีกว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่มีผลเป็นที่สุด และคำขอต่างๆ ที่ขอต่อศาล ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ว่า การขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ การขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่การขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งแทนตนเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระบวนการต่างๆ จึงสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใดๆ ตามมาตรา 15 แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูล ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไว้แล้วว่า กสทช. เป็นกรรมการขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ และกฎหมายมิได้บัญญัติให้กระบวนการที่เกี่ยวข้อง อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องนำความกราบบังคมทูลพร้อมทั้งเสนอข้อมูลทั้งปวงและความเห็นประกอบพระบรมราชวินิฉัย

จึงไม่มีเหตุใดที่นายกรัฐมนตรีจะไม่ดำเนินการตามความเห็นของศาลปกครองและคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกต่อไป เพื่อเร่งยุติปัญหาการชะงักชะงันในการประชุม กสทช. เนื่องจาก น.พ.สรณ ดึงดันที่จะเข้าร่วมประชุม กสทช. ทั้งที่มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า ตามกฎหมายถือได้ว่า น.พ.สรณ สละสิทธิอย่างสมบูรณ์แล้ว

ในส่วน น.พ.สรณ ย่อมทราบดีว่า เมื่อศาลมิได้สั่งตามคำขอให้ศาลทุเลากการบังคับทางของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความพร้อมแจ้งคำสั่งให้ตนทราบแล้ว ย่อมหมายถึงว่า ปัจจุบันคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับต่อตนเองอย่างไม่อาจโต้แย้งได้อีกต่อไป

Back to top button