“ดาวโจนส์” ปิดลบ 419 จุด เซ่นสงครามดันน้ำมันพุ่ง–บอนด์ยีลด์ทะยาน หวั่นดอกเบี้ยขาขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ 418.97 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงตาม หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์ทั่วโลกแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี เพิ่มแรงกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (1 ก.ย.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีหลักต่อเนื่อง หลังแรงขายพันธบัตรทั่วโลกทวีความรุนแรง ประกอบกับราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,766.93 จุด ลดลง 418.97 จุด หรือ -0.79% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ -0.71% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.11 จุด หรือ -1.03%

แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านกลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้ง ขณะที่ความหวังต่อการหาทางออกในระยะใกล้ลดลง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจุดความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองที่ว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และกระตุ้นแรงขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 3.4 เบสิสพอยต์ มาอยู่ที่ 4.792% หลังระหว่างวันแตะ 4.798% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ขณะที่บอนด์ยีลด์ของญี่ปุ่น อังกฤษ และยูโรโซนปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ Nvidia ลดลง 1.5% Amazon ร่วง 1.9% และ Advanced Micro Devices (AMD) ลดลง 2.4%

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นสวนตลาดตามราคาน้ำมัน และเป็นกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดใน S&P 500 ส่วนกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่ดัชนี Dow Jones Transportation Average ซึ่งมักใช้เป็นมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจ ลดลง 2.5%

ด้านนโยบายการเงิน นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดเกี่ยวกับเงินเฟ้อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นายไมเคิล บาร์ (Michael Barr) กรรมการเฟด ระบุว่า หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว อาจถึงเวลาที่เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ตลาดยังประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังตัวเลขตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 7.271 ล้านตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.330 ล้านตำแหน่ง แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่ปรับปรุงแล้ว 7.182 ล้านตำแหน่ง สะท้อนตลาดแรงงานที่ยังมีเสถียรภาพแต่เริ่มชะลอตัว ขณะที่ข้อมูลภาคการผลิตสะท้อนกิจกรรมที่ชะลอลง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาสินค้า ข้อจำกัดด้านอุปทาน ภาษี และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

Back to top button