KGI เชียร์ซื้อ EGCO เป้า 145 บาท คาดกำไรปี 70 ฟื้น 41% รับดาต้าเซ็นเตอร์-PDP2026 หนุน

บล.เคจีไอ อัพเกรด EGCO เป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 145 บาท คาดกำไรหลักปี 70 ฟื้น 41% แตะ 4.2 พันล้านบาท รับผลดำเนินงาน QPL-Yunlin ดีขึ้น พร้อมลุ้นโอกาสเติบโตจาก Data Center, PDP2026 และ Direct PPA ชูปันผลราว 5% ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับโอกาสเติบโตจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ หรือ PDP2569 โครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA และธุรกิจศูนย์ข้อมูล อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาหุ้นกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า กำไรครึ่งแรกปี 2569 ที่อ่อนแอลงและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกำไรจากโครงการสำคัญได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปมากแล้ว โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า Paju ES ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดใน Power Pool ลดลง โครงการ Yunlin ที่ได้รับผลกระทบจากความเร็วลมลดลงและค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง รวมถึงโรงไฟฟ้า Quezon ซึ่งมีราคาขายไฟฟ้าลดลงตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ที่มีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

แม้คาดว่ากำไรช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะยังอ่อนตัวตามปัจจัยฤดูกาลเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากช่วงฤดูกาลผลิตไฟฟ้าสูงสุดของโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว และผลการดำเนินงานของโครงการในสหรัฐอเมริกาที่ดีขึ้นจากค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงลดลง

นอกจากนี้ EGCO ยังเตรียมรับรู้กำไรจากการขายโครงการ BPU และ KLU รวมกันมากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมมีโอกาสรับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการขายสินทรัพย์ Apex หากธุรกรรมเกิดขึ้น โดย KGI มองว่า หากผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าคาด อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับทิศทางกำไรที่ฟื้นตัวและโอกาสเติบโตในระยะยาว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของ EGCO เริ่มมีทิศทางเชิงรุกมากขึ้น สะท้อนจากงบลงทุนปี 2569 จำนวน 30,000 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างพิจารณาอีก 2–3 โครงการ โดยมีโอกาสเติบโตจากโรงไฟฟ้าที่มุ่งรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล ตลอดจนความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูล และโอกาสระยะยาวจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก หรือ SMR

ขณะเดียวกัน EGCO มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E อยู่ที่ 1.2 เท่า ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ 1.5 เท่า และเงื่อนไขทางการเงินกำหนดไว้ไม่เกิน 3 เท่า ทำให้บริษัทมีศักยภาพก่อหนี้เพิ่มเติมอีกราว 180,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสดในมือประมาณ 30,000 ล้านบาท จึงสามารถรองรับการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ PDP2569 และ Direct PPA ได้

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเพิ่มเติมจากการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ KEGCO ซึ่งมีศักยภาพกำลังผลิตประมาณ 600–800 เมกะวัตต์ รวมถึงกำลังรองรับศูนย์ข้อมูลที่โครงการ ERIE อีกประมาณ 200–400 เมกะวัตต์ ตลอดจนการสร้างรายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภค การให้เช่าที่ดิน และการเข้าถือหุ้นในโครงการศูนย์ข้อมูล

KGI ประเมินว่า โอกาสเติบโตระยะกลางดังกล่าวส่วนใหญ่ยังไม่สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นปัจจุบัน จึงยังเปิดโอกาสให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้นในอนาคต หากโครงการต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2569 ลง 26% เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานของ Paju ES ที่อ่อนแอลง จากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดใน Power Pool อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากความเร็วลมที่ลดลงและค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างของโครงการ Yunlin

พร้อมกันนี้ KGI ปรับลดประมาณการกำไรปี 2570–2571 ลง 1% จากสมมติฐานต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้า SPP ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประมาณการกำไรหลักปี 2569 อยู่ที่ 2,900 ล้านบาท ลดลง 33% จากปีก่อน ก่อนฟื้นตัวเป็น 4,200 ล้านบาทในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความเร็วลมที่กลับเข้าสู่ระดับปกติ และผลการดำเนินงานของโครงการ QPL และ Yunlin ที่ดีขึ้นจากการลดต้นทุน

ด้วยเหตุนี้ KGI จึงปรับเพิ่มคำแนะนำ EGCO เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” พร้อมขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 145 บาท อ้างอิงวิธีประเมินมูลค่าแบบรวมส่วนธุรกิจ หรือ SoTP และต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย หรือ WACC ที่ 4.9% จากราคาเป้าหมายเดิม 125 บาท

KGI มอง EGCO เป็นหุ้นโรงไฟฟ้ากลุ่มรองที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปิดประมูลโครงการรอบใหม่ภายใต้ PDP2569, Direct PPA และการเติบโตของศูนย์ข้อมูล ขณะที่กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 อีกทั้งนักลงทุนยังถือครองหุ้นในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 5% จะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง พร้อมเปิดโอกาสให้หุ้นได้รับการปรับเพิ่มมูลค่าเมื่อปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

Back to top button