“ดีป้า” เผยอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยปี 68 โต 22.66% มูลค่าแตะ 3.87 ล้านลบ.

ดีป้าเผยอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย 5 กลุ่มขยายตัวพร้อมกัน มูลค่ารวม 3.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.66% นำโดยบริการดิจิทัลโต 28.04% ขณะที่ภาคธุรกิจเผชิญช่องว่างกำลังคน โดยเฉพาะทักษะ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ก.ย.69) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย ประจำปี 2568 พร้อมคาดการณ์แนวโน้มในช่วง 3 ปี ระหว่างปี 2569–2571

ผลสำรวจพบว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลหลักทั้ง 5 กลุ่มขยายตัวพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีมูลค่ารวม 3,873,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.66% จากปีก่อน ขณะที่อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 28.04%

สำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลหลัก 5 กลุ่ม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการสำรวจอุตสาหกรรมโทรคมนาคมดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีมูลค่า 470,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.04% ส่วนอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีมูลค่า 2,288,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.04%

ขณะที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีมูลค่า 789,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.46% อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีมูลค่า 270,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.08% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบหลายปี และอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์มีมูลค่า 53,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.00%

ด้านสถานการณ์บุคลากรดิจิทัลในภาพรวมยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีบุคลากรจำนวน 189,718 คน เพิ่มขึ้น 14.82% ส่วนอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีบุคลากรจำนวน 419,022 คน เพิ่มขึ้น 36.99% พลิกกลับจากการหดตัวในปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของบุคลากรในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะส่วนหนึ่งมาจากการขยายกรอบประชากรในการสำรวจให้ครอบคลุมหมวดธุรกิจจำหน่ายและบริการซ่อมคอมพิวเตอร์มากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีบุคลากรจำนวน 92,342 คน เพิ่มขึ้น 7.15%

ผลสำรวจยังพบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ้างงานมากกว่าการลดจำนวนพนักงาน โดยตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะระดับสูง เช่น งานออกแบบระบบและงานที่ปรึกษา ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและงานประมวลผลพื้นฐานเริ่มชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ช่องว่างด้านกำลังคนดิจิทัลถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข โดยอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์มีความต้องการบุคลากรเพิ่มเฉลี่ย 21,450 คนต่อปี แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องเพียง 7,247 คน หรือประมาณหนึ่งในสามของความต้องการ

ส่วนอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีความต้องการบุคลากรเพิ่มประมาณ 72,700 คนต่อปี แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องเพียง 7,335 คน ขณะที่อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลมีจำนวนบัณฑิตสูงกว่าความต้องการในเชิงปริมาณ แต่ยังเผชิญปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของบัณฑิตกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะทักษะด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับแนวโน้มระหว่างปี 2569–2571 คาดว่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดประมาณ 18–23% ต่อปี หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 20.0% ต่อปี รองลงมาคืออุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 12–19% ต่อปี หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 15.6% ต่อปี

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 9–12% ต่อปี หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 10.8% ต่อปี ส่วนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นในปี 2570 ก่อนชะลอลงเล็กน้อยในปี 2571 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 3.5% ต่อปี

ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราประมาณ 4.7–7.7% ต่อปี หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 5.8% ต่อปี

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซีและผู้จัดการโครงการ เปิดเผยว่า ปี 2568 ถือเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่บริการดิจิทัลทั้ง 8 ประเภทเติบโตพร้อมกัน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของการค้าขายออนไลน์ในรูปแบบ Content Commerce ซึ่งผสานความบันเทิงเข้ากับการจำหน่ายสินค้าผ่านวิดีโอและการถ่ายทอดสด

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริการค้าปลีกออนไลน์ หรือ e-Retail มีมูลค่า 190,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.93% และคิดเป็น 71% ของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลทั้งหมด รองลงมาคือบริการโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Logistics มูลค่า 116,084 ล้านบาท และธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ FinTech มูลค่า 62,895 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามอัตราการเติบโต พบว่าธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ EdTech ขยายตัวสูงสุดที่ 66.15% ตามด้วยธุรกิจ e-Retail

ด้านอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเข้าสู่ช่วงวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,694,519 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.79%

การส่งออกคอมพิวเตอร์ขยายตัว 119.36% ขณะที่อุปกรณ์ต่อพ่วงเพิ่มขึ้น 92.24% และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งคำสั่งซื้อก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกามีผลบังคับใช้ หรือ Front-loading

ส่วนมูลค่าการนำเข้าฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะอยู่ที่ 594,062 ล้านบาท ลดลง 4.81% อย่างไรก็ตาม การนำเข้าคอมพิวเตอร์ยังเพิ่มขึ้นถึง 62.30% จากความต้องการเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ประมวลผลเพื่อรองรับระบบ AI

สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ซึ่งมีมูลค่ารวม 270,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.08% แบ่งเป็นตลาดซอฟต์แวร์มูลค่า 103,664 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.63% และตลาดบริการซอฟต์แวร์มูลค่า 167,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.15%

ซอฟต์แวร์ที่ผลิตเพื่อใช้งานในประเทศไทยมีมูลค่า 197,551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.31% ขณะที่การส่งออกซอฟต์แวร์มีมูลค่า 2,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.47% และการนำเข้ามีมูลค่า 70,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.86%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยพึ่งพาซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากองค์กรไทยหลายแห่งเปลี่ยนผ่านจากช่วงทดลองใช้ AI และบริการคลาวด์ไปสู่การใช้งานจริง ประกอบกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเร่งลงทุนศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย

ผลสำรวจยังประเมินผลกระทบจากมาตรการทางการค้าและภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่มีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยพบว่า ในระยะสั้น การเร่งส่งออกก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้เป็นแรงสนับสนุนมูลค่าการส่งออกฮาร์ดแวร์ แต่ขณะเดียวกันได้สร้างความไม่แน่นอนต่อคำสั่งซื้อในปี 2569

ส่วนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ แม้ได้รับผลกระทบจากการชะลอการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบางองค์กร แต่ถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอยู่ระหว่างกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศที่เป็นเจ้าตลาดเดิม

ดร.ศุภกรกล่าวว่า ดีป้าและสถาบันไอเอ็มซีคาดหวังให้ผลสำรวจสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลประจำปี 2568 และแนวโน้มในช่วง 3 ปี เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายและทิศทางพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของรัฐบาลภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและวางแผนธุรกิจของภาคเอกชน

Back to top button