HFT ร้ายกลายเป็นดี

สิ่งที่อาจารย์พูดได้เต็มปากเต็มคำในตอนนี้ก็คือ สถานการณ์ของหุ้น HFT น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะหลังจากมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอย่างเป็นทางการ พร้อมกับออกมายอมรับว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรอย่างชัดเจน


สภาแมงเม่า : ดร.สมชาย

 

คุณชัยยุทธ อ.เมือง นนทบุรี พูดถึงสถานการณ์ของหุ้น HFT หรือบริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) พูดถึงการตั้งสำรองหนี้เป็นจำนวนมาก จนกระทบกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ราคาหุ้นร่วงลงหนักก่อนหน้านี้ จึงอยากให้อาจารย์ช่วยประเมินด้วยว่า ผลกระทบดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปหมดแล้วใช่ไหม?

 

สิ่งที่อาจารย์พูดได้เต็มปากเต็มคำในตอนนี้ก็คือ สถานการณ์ของหุ้น HFT หรือ บริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะหลังจากมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอย่างเป็นทางการ พร้อมกับออกมายอมรับว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรอย่างชัดเจน

ตรงนี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นทิ้งอย่างหนักหน่วงมาระยะหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่า นักลงทุนจะเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นกระชากขึ้นมาอีกครั้ง และทำท่าจะขยับขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆ ในไม่ช้านี้

สาเหตุที่ทำให้อาจารย์เชื่อเช่นนั้นมาจากราคาหุ้นของ HFT ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันนั่นเอง

โดยข้อมูลในส่วนนี้ดูได้จากงบการเงินที่ปรากฏให้เห็นด้านล่าง ซึ่งแสดงให้นักลงทุนได้รู้ว่า ในขั้นเลวร้ายสุดที่นักลงทุนจะต้องพบเจอก็คือ ราคาหุ้นไม่ควรอยู่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี 3.75 บาท และสิ่งยืนยันเรื่องนี้ได้ดีสุดก็คือ ในช่วงที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง จุดต่ำสุดที่หุ้นตัวนี้ทำไว้อยู่แถว 4.10 บาทเท่านั้นเอง

 

  ปี 55 ปี 56 ปี 57 ปี 58 ไตรมาส 1 ปี 59
รายได้รวม 2,394.33   2,384.23   2,567.18   2,623.76   667.06  
กำไรสุทธิ 157.56   320.55   290.77   413.77   130.21  
กำไรต่อหุ้น (บาท) 0.25   0.49   0.44   0.63   0.20 

(หน่วย : ล้านบาท)

 

ที่สำคัญเมื่อดูจากผลประกอบการไตรมาส 2ปี 59ซึ่งมีผลขาดทุน 4 ล้านบาท หรือ 0.01 บาทต่อหุ้น และเมื่อดูจากงวด 6 เดือนมีกำไร 126.07 ล้านบาท หรือ 0.16 บาทต่อหุ้น ก็กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้อาจารย์มีความมั่นใจมากขึ้นไปอีกขั้นว่า HFT ไม่ควรมีราคาต่ำกว่า 5 บาทนะครับ

เนื่องจากตรรกที่อาจารย์นำมาเทียบมองว่า หากครึ่งหลังปี 59 ผลงานเท่ากับครึ่งแรกปี 59 กำไรต่อหุ้นจะอยู่ในระดับ 0.30 บาท เมื่อนำมาเทียบกับค่า P/E ที่ 20 เท่า จะได้ราคาเป้าหมายสูงถึง 6 บาท ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับคนที่มอง “วิกฤต” เป็น “โอกาส”

การลงทุนในหุ้นตัวนี้ถึงขึ้นอยู่กับนักลงทุนมองเรื่องนี้เหมือนกับที่อาจารย์มองหรือเปล่า?

 

 

Back to top button