“บล.โนมูระ” เฟ้น 5 หุ้นรับอานิสงส์น้ำมัน ชู BCP ดาวเด่น เคาะเป้า 40 บ.

“บล.โนมูระ พัฒนสิน” เฟ้น 5 หุ้นเด่น BCP, TOP, BPCG, KBANK, SCB, BLA, ADVANC รับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบทะลุ 90 เหรียญ/บาร์เรล ประเมินหากราคาน้ำมัน 100 เหรียญฯ ดันเงินเฟ้อไทยปี 65 เร่งสู่ 2%


บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ (7 ก.พ.2565) ว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือระดับ 80 เหรียญฯ/บาร์เรล ตั้งแต่ต้นม.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุดพุ่งทะลุ 90 เหรียญ/บาร์เรล เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ทยอยฟื้นตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ขณะที่ทางฝั่ง Supply ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นระยะๆ เป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยา ดังนั้นจึงทำการศึกษาผลกระทบของราคาน้ำมันดิบต่อประเทศต่างๆ รวมถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ จึงเป็นที่มาของบทวิเคราะห์ Impact of Soaring Crude Oil Prices โดยมีรายละเอียดดังนี้

โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกพุ่งไว ทำให้เห็นการส่งสัญญาณจากธนาคารกลางในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อบล.โนมูระ พัฒนสิน คาดเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้น และทำจุดสูงสุดในไตรมาส 1/2565 โดยคาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ (Core PCE) ที่ 4.7% เงินเฟ้ออังกฤษ (CPI) คาดที่ 4.3% ส่วนยุโรปคาดผ่านจุดพีคแล้วในไตรมาส 4/2564 ที่ 4.6%

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว เพิ่มแรงกดดันให้ราคาอาหารสูงขึ้น โดยผลการศึกษาของบล.โนมูระ พัฒนสิน พบว่า ค่า Correlation ระหว่างราคาน้ำมันดิบและอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น หากราคาน้ำดิบ Brent สูงกว่า 80 เหรียญฯ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันจากระบบการเกษตรสมัยใหม่ ทำให้การผลิตอาหารขึ้นกับระบบชลประทาน การขนส่ง และการกักเก็บในห้องเย็น ซึ่งทำให้ราคาอาหารอ่อนไหวต่อราคาพลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ราคาปุ๋ย ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ราคาเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

อีกทั้งยิ่งราคาน้ำมันสูงขึ้นจะทำให้คุ้มค่ามากขึ้นที่จะใช้ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อยและ น้ำมันปาล์มมาผลิตน้ำมัน biofuel ซึ่งจะกระทบ Supply อาหารลดลง หนุนราคาอาหารเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ แตกต่างกันขึ้นกับว่าประเทศนันเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิหรือเป็นผู้ส่งออกสุทธิ เช่นเดียวกับราคาอาหารที่สูงก็มีผลกระทบแตกต่างกันไป ขึ้นกับว่าเป็นประเทศยากจนหรือร่ำรวย เป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิ หรือนำเข้าสุทธิ รวมถึงความสำคัญของอาหารในการบริโภครวม

ดังนั้น บล.โนมูระ พัฒนสิน จึงสร้างดัชนี Nomura Food Vulnerability Index (NFVI) จากปัจจัยเหล่านี้ เพื่อวัดความอ่อนไหวของประเทศหนึ่งๆ เมื่อราคาอาหารแกว่งตัวมาก และพบว่า 1. เศรษฐกิจที่อ่อนไหวที่สุด คือประเทศที่มีรายได้น้อย และมีหนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูง ตลอดจนเป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนน้อย เช่น Cambodia, Tajikistan, Jordan, Philippines และ 2. ประเทศที่อ่อนไหวน้อยสุด ได้แก่ Norway, Ghana, Ecuador, Canada และประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ผลิตน้ำมัน

สำหรับผลกระทบต่อประเทศกลุ่ม ASEAN นั้น พบว่า หากราคาสินค้าพลังงาน ซึ่งได้แก่ ราคาน้ำมัน LNG และราคาถ่านหินยังพุ่งขึ้นและราคายังทรงตัวสูง จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์และไทยเร่งตัวขึ้นกว่ากลุ่ม เนื่องจากตระกร้าเงินเฟ้อพึ่งพาสินค้าพลังงานสูงกว่ากลุ่ม ทั้งนี้ สำหรับเงินเฟ้อไทยนั้น นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ 100 เหรียญฯ จะส่งผลเงินเฟ้อไทยปี 2565 เร่งสู่ 2%

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นยังกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศเช่นกัน โดยได้ทำการศึกษา Sensitivity ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสู่ 100 เหรียญ/บาร์เรล พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านบวกโดยตรง คือกลุ่ม Energy โดยภาพรวมได้อัตรากำไรของธุรกิจต้นน้ำ และ Stock gain ของโรงกลั่นหนุน ซึ่งเพียงพอชดเชยผลกระทบ spread ปิโตรเคมีที่ลดลงได้ หนุนประมานการณ์กำไรจะเพิ่มขึ้น 3.2%

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบโดยตรง มี 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่ม Utilities : โดยภาพรวมราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซฯ และราคาถ่านหิน ซึ่งกระทบอัตรากำไรการผลิตไฟฟ้าสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าในต่างประเทศที่อยู่ในตลาดแข่งขันค่าไฟ (ประมูลค่าไฟ) กดดันประมานการณ์กำไรราว -6.2% และ 2) กลุ่ม Aviation : ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นลบต่อความสามารถในการทำกำไร เพราะต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-40% ของธุรกิจการบิน ยิ่งกระทบต่อผลประกอบการให้ขาดทุนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบทางอ้อม จากการที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งกระทบกับต้นของวัตุดิบ/สินค้า ได้แก่ Property, Contractor, Finance, Auto, Industrial Estate, Restaurant, Agro & Food, Electronics

ด้านกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด ได้แก่ Healthcare, ICT, Banking, Hotel

สำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่สามารถลงทุนฝ่ากระแสน้ำมันดิบสูงได้ แนะนำ 1). กลุ่มโรงกลั่น ได้ประโยชน์จาก Stock Gain โดยมี BCP ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาท เด่นสุดจากทั้ง Stock Gain , ธุรกิจ E&P ได้ประโยชน์จาก ASP ที่เพิ่มขึ้น ชดเชยธุรกิจการตลาดที่ค่าการตลาดถูกกระทบ โดยมี TOP ราคาเป้าหมาย 75 บาท เด่นรองลงมา 2) BCPG ราคาเป้าหมาย 19.6 บาท ไม่ได้รับผลกระทบน้ามันสูง จากต้นทุนหลักมาจากค่าเสื่อมราคาของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ราคาขายไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ PER ถูกเพียง 13 เท่า

รวมทั้ง 3) กลุ่มธนาคารและประกัน ได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่สูงตามราคาน้ำมัน หนุนวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น KBANK ให้ราคาเป้าหมาย 175 บาท, SCB ให้ราคาเป้าหมาย 150 บาท, BLA ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท เด่น และ 4) กลุ่มสื่อสารฯ กระทบน้อย แต่ด้วยภาพของกลุ่มที่ Valuation ถูกและปันผลสูง เป็น Value Stock ที่จะ Outperform ตลาด แนะนำ ADVANC ให้ราคาเป้าหมาย 252 บาท

 

Back to top button