เปิด 10 หุ้นอาณาจักร “เจ้าสัวเจริญ” ไตรมาส 1-2 โกยกำไร 4.81 พันลบ.

เปิด 10 หุ้นอาณาจักร “เจ้าสัวเจริญ” โชว์งบไตรมาส 1-2 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 65 โกยกำไรรวม 4.81 พันลบ. ฟากโบรกชู BJC-AWC ผลประกอบการไตรมาส 2/65 ธุรกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง


บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในเครือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือ “เจ้าสัวเจริญ” มีจำนวน 10 บริษัท ประกาศผลการดำเนินงานงวดระหว่างเดือน (ม.ค.-มี.ค. 2565) มีทั้งงบการดำเงินไตรมาส 1 ปี 2565 และไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นงบการเงินที่ไม่เหมือนกลุ่มแต่อยู่ช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับ (บจ.) ประกาศงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2565 ได้แก่ บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMARIN, บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ INSURE และ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC

ขณะที่ (บจ.) ประกาศงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2565 ได้แก่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV, บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI, บริษัท อาหารสยาม จำกัด (มหาชน) หรือ SFP, บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT และบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC

ทั้งนี้เมื่อรวมความสามารถในการทำกำไรสุทธิ ทั้ง 10 บริษัทในอาณาจักร “เจ้าสัวเจริญ” พบว่า มีกำไรสุทธิรวมทั้งหมด 4,812.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 201.93% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิรวม 1,593.77 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีหากเจาะลึกเป็นรายตัว สำหรับบริษัทตัวเด่นมีประสิทธิภาพทำกำไรสุทธิสูงสุดนำโดย TGH โดยไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,461.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 399.77% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 292.50 ล้านบาท

ตามด้วย BJC โดยไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,246.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.07% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 1,012.65 ล้านบาท

รวมถึง AWC โดยไตรมาส 1 ปี 2565 พลิกมีกำไรสุทธิ 645.11 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขาดทุน 594.01 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะที่บริษัทอื่น ดูจากตารางประกอบ

หากดูภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2565 ของหุ้นกลุ่มเจ้าสัวเจริญ พบว่าดีกว่านักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้ สืบเนื่องจากธุรกิจต่างๆเริ่มกลับมาเป็นบวกหลังจากภาครัฐหนุนการเปิดประเทศ และมาตรการการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อย่างโครงการช้อปดีมีคืน และมาตรการคลายล็อกดาวน์ เป็นต้น

ทั้งนี้เชื่อว่าผลการดำเนินงานยังเติบโตต่อเนื่องได้ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็นต้นไป โดยเฉพาะตัวของ BCJ ทางด้านบล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 และไตรมาส 3 ปี 2565 ทาง BJC เผชิญแรงกดดันเป็นระยะๆจากการปิดห้าง (ค่าเช่า/ยอดขาย) รวมถึงกลุ่มสินค้าอย่างแอลกอฮอล์ที่มีการประกาศงดขาย ส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการ

ดังนั้นแล้วจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ปรับตัวดีขึ้นในขณะที่ประจวบกับการคลายล็อกดาวน์โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน 2565 ช่วงสงกรานต์เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการเดินทางสูงขึ้นจะเป็นบวกต่อกลุ่ม (CVS:mini BigC) ที่ผ่านมาจึงคาดว่าแนวโน้มในช่วงสองไตรมาส 2-3 สำหรับปี 2565 จะยังคงเห็นการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าอาจมีปัญหาลบในแง่ของต้นทุนวัตถุดิบที่สูงบ้างโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ CSC

โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าในช่วงปี 2565 จะเห็นการฟื้นตัวที่โดดเด่นจากการมาเปิดพื้นที่ให้เช่าได้อีกครั้ง ขณะที่คาดว่ายอดขายสินค้าจะฟื้นตัวขึ้นตามลำดับจากการ Reopening และเปิดรับชาวต่างชาติเข้าประเทศ ขณะที่ในปี 2563 BJC มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อลด Cost ในอนาคต และการเพิ่ม Efficiency ด้านการผลิต จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 43.00 บาท

ขณะเดียวกัน AWC ทางบล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่าการฟื้นตัวของโรงแรมที่แข็งแกร่งจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนเมษายน 2565 RevPAR สำหรับเดือนมกราคม อยู่ที่ 1,180 บาทต่อคืน ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 1,180 บาทต่อคืน และในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 1,492 บาทต่อคืน

โดยแนวโน้มขาขึ้นนี้มีส่วนทำให้เดือนเมษายนพุ่งขึ้น 34% เป็น 1,992 บาทต่อคืน อย่างไรก็ตามยังคงต่ำกว่าระดับปกติ 40% ฝ่ายบริหารมองทั้งราคาห้องพักและอัตราการเข้าพักจะกลับสู่ปกติในไตรมาส 2 ปี 565 เมื่อนักท่องเทียวมา ส่วนแขกชาวไทยก็มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนสูงสุดในช่วงดังกล่าวเช่นกัน

นอกจากนี้ AWC ยังคงตั้งใจที่จะสร้าง investment vehicle เพื่อการลงทุนการปรับปรุง และการจัดการทรัพย์สิน และจะกลายเป็นรายได้แหล่งใหม่ของ AWC หลังเสร็จสิ้นการเจรจากับพันธมิตรที่มีศักยภาพโดยคาดมูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์

ทางฝ่ายวิจัยได้ปรับผลประกอบการปี 2565-2567 เพื่อให้สะท้อนถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 และปี 2565 มูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 5.00 บาท

Back to top button