MINT มั่นใจปี 66 โตเท่าก่อนโควิด วางงบหมื่นล้าน ขยายร้านอาหาร-เปิด 6 โรงแรมใหม่

MINT มั่นใจผลงานปี 66 ฟื้นตัวต่อเนื่องกลับมาโตเท่าก่อนช่วงโควิดระบาด รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัว หนุนยอดจองที่พักโรงแรมทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น วางงบลงทุน 1 หมื่นลบ. ขยายและปรับปรุงร้านอาหารในเครือ เตรียมเปิดโรงแรมเพิ่ม 6 แห่ง


นางนิมดา อธิศพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 17 พ.ย.2565 ว่า บริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2565 พลิกมีกำไรสุทธิ 4,608 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 435.55 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้จากการดำเนินงาน 34,962 ล้านบาท เติบโต 77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในทุกภูมิภาคได้รับแรงผลักดันจากความต้องการในการเดินทางที่แข็งแกร่งในส่วนธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจไลฟ์สไตล์ได้รับแรงผลักดันจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น

รวมทั้งบริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) จากการดำเนินงานเติบโตมากกว่า 2 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 10,442 ล้านบาท โดยความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ และโครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ EBITDA จากการดำเนินงานเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของรายได้

ส่วนกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนมียอดขายโดยรวมทุกสาขาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากความสำเร็จในการขยายสาขา ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการลดลงของยอดขายต่อร้านเดิมในอัตรา 10.50% ได้เต็มจำนวน ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนมีการเติบโตของยอดขายโดยรวมทุกสาขาตั้งแต่ในเดือนสิงหาคม 2565 ซึ่งฟื้นตัวอย่างแข็งแกรงจากยอดขายรวมทุกสาขาและยอดขายต่อสาขาเดิม

ขณะที่งวด 9 เดือนแรกปี 2565 บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 2,375.70 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 11,609.19 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการกลับมาเปิดพรมแดนระหว่างประเทศและการผ่อนคลายข้อจำกัดในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศ สำหรับสถานะการเงิน บริษัทยังคงมีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งด้วยเงินสดในมือจำนวน 27,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีจากแนวโน้มเชิงบวกของการจองห้องพักและร้านอาหารล่วงหน้าที่หนาแน่นจะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นบริษัทยังคงเห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกที่ดีอย่างต่อเนื่องด้วยผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยแนวโน้มของการจองห้องพักล่วงหน้าที่แข็งแกร่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และไม่มีสัญญาณของการชะลอตัวของความต้องการของลูกค้าในกลุ่มการเดินทางเพื่อการพักผ่อนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ด้วยการวางตำแหน่งทางการตลาดของกลุ่มโรงแรมของบริษัทเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังในการใช้จ่ายที่สูง ส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการฟื้นตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง แม้จะมีความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

สำหรับทิศทางผลประกอบการในปี 2566 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะดีกว่าในปี 2562 ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการเดินทางทั้งเพื่อการท่องเที่ยว และเพื่อการทำธุรกิจ

ขณะที่ปัจจุบันยอดจองห้องพัก (Booking) ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มโรงแรมในสหภาพยุโรปคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยว รวมไปถึงกลุ่มนักธุรกิจที่จะกลับมาเดินทางมากขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลายได้เริ่มมีกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนโรงแรมประเทศไทย มองว่าโควิดเริ่มคลี่คลายลง ส่งผลให้แนวโน้มปี 2566 ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ซึ่งบริษัทได้ใช้กลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นด้วย

ขณะที่โรงแรมในออสเตรเลียเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของการพักผ่อนในประเทศและการเดินทางขององค์กรจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสนับสนุนการบริการนี้ต่อไป

นอกจากนี้โรงแรมมัลดีฟส์ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากเฉลี่ยอัตราค่าห้องพัก รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืนจากกระทรวงการท่องเที่ยวมัลดีฟส์แผนที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเกาะมัลดีฟส์ในปี 2566

“แม้ว่าภาพรวมทั่วโลกยังมีความผันผวนจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทจับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่งผลให้บริษัทยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ ในปี 2566 คาดว่าจะมีปัจจัยหนุนจากการเดินทางที่มากขึ้นทั้งการท่องเที่ยว และเพื่อการทำธุรกิจ”

นอกจากนี้ ธุรกิจอาหารของประเทศไทยสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และบริษัทยังได้มีการปรับรูปแบบร้านอาหารต่างๆ ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น ขณะที่ร้านอาหารในประเทศจีนแม้ว่ามีความผันผวนจากผลกระทบสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทยังคงแผนงานที่จะสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเน้นบริหารจัดการต้นทุนที่มีศักยภาพ รวมไปถึงการปรับกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสม

“บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ราว 10,000 ล้านบาทในปี 2566 เพื่อที่จะใช้ในการขยายและปรับปรุงร้านอาหารในเครือ รวมไปถึงการขยายโรงแรมอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบของการลงทุนเอง และ รูปแบบการเช่าบริหาร โดยในช่วงปลายปี 2565 นี้เตรียมเปิดโรงแรมเพิ่มอีก 2 แห่งในฝรั่งเศสและอิตาลี ขณะที่ปี 2566 บริษัทเตรียมเปิดโรงแรมเพิ่มอีก 6 แห่ง” นางนิมดา กล่าว

Back to top button