“บจ.ไทย” ครึ่งปีแรกโต 15% แตะ 5.89 แสนลบ. กลุ่มอาหาร-รพ.-ค้าปลีกหนุน

บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ (SET) รายงานกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2568 รวม 5.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากหมวดอาหาร เกษตร ค้าปลีก โรงพยาบาล และโทรคมนาคมที่มีกำไรโตต่อเนื่อง


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 809 บริษัท คิดเป็น 98.5% จากทั้งหมด 821 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 มิถุนายน 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 591 บริษัทคิดเป็น 73.1% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

โดยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 8,342,603 ล้านบาท ลดลง 6.5% ขณะที่ ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.0% และ 0.8% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 794,606 ล้านบาท ลดลง 16.3%

อย่างไรก็ดี จากความพยายามควบคุมการใช้เงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 11.3% อีกทั้งมีธุรกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้พิเศษ เช่น กำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุน ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิ 589,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% ทั้งนี้ หากไม่รวมธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน ลดลงเล็กน้อย 0.7% และ 2.3% ตามลำดับ

ด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.59 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

“ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2568 บจ. ไทย ที่เติบโตได้ดี ยังคงเกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค และการบริการ ได้แก่ 1) หมวดอาหารและเกษตร ซึ่งได้รับผลบวกจากราคาเนื้อสัตว์และอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงราคายางที่ปรับสูงขึ้น 2) หมวดค้าปลีกและโรงพยาบาล ยังคงเติบโตจากยอดการใช้จ่ายในประเทศ และ 3) หมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต อย่างไรก็ตาม บจ. ไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบ บจ. ในธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มที่มีการขายอ้างอิงสกุลเงินต่างประเทศ จึงทำให้ผลการดำเนินงานรวมชะลอลงจากปีก่อน” นายอัสสเดช กล่าว

Back to top button