กรุงศรีคัด 9 หุ้นเด่น! รับยอดส่งออกโปรตีน-อาหารแช่แข็ง-ชิ้นส่วนอิเล็ก โตแกร่งเดือน พ.ย.68

บล.กรุงศรีประเมินส่งออกไทยเดือน พ.ย.68 โตต่อเนื่อง 17 เดือน คัด 9 หุ้นส่งออกเด่น นำทีมโดยกลุ่มโปรตีน CPF-GFPT-TFG กลุ่มอาหารแช่แข็ง TU-ASIAN-CFRESH และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA-HANA-CCE รับแรงหนุนจากทิศทางเติบโตของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเมกะเทรนด์ AI


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ธ.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่า 890,204 ล้านบาท และคิดเป็น 890,204 ล้านบาท โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และเป็นเดือนที่ 17 ของการขยายตัวติดต่อกัน อยู่ที่ 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากหักรายการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ยอดส่งออกขยายตัวที่ 11.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเติบโตตามวัฏจักรขาขึ้นของคอมพิวเตอร์ และการเติบโตของเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้าน AI ส่งผลให้สินค้าอุตสาหกรรมของไทยขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าในระยะข้างหน้า โดยมีสัญญาณการชะลอตัวในตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น และกลุ่ม CLMV ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังอยู่ในภาวะหดตัว ซึ่งเป็นผลจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก

สำหรับภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกของไทยขยายตัวที่ 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ยอดส่งออกในช่วง 11 เดือนแรกขยายตัวที่ 13.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินภาพรวมการส่งออกและนำเข้าไทยเดือนพฤศจิกายน 2568 เช่นกัน โดยระบุว่า ยอดส่งออกเติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 5.7% ขณะที่ยอดนำเข้าเติบโต 17.6% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 16.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ 2,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 3,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับสินค้าที่เติบโตโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ย 11 เดือนแรก กลุ่มที่ขยายตัวได้ดีนำโดยเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง 18 เดือน โดยเติบโต 55.7% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และ 51.8% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ส่งผลให้จิตวิทยาต่อหุ้นส่งออกโปรตีนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT และ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เป็นบวก โดยบทวิเคราะห์เน้น GFPT เป็นหลัก ขณะที่กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวต่อเนื่อง 7 เดือน โดยเติบโต 20.3% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และ 6.0% ในช่วง 11 เดือนแรก ส่งผลให้จิตวิทยาต่อหุ้น CPF, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN และ บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ CFRESH เป็นบวกเช่นกัน

นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีสำคัญยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยโทรศัพท์และชิ้นส่วนประกอบเติบโตต่อเนื่อง 6 เดือนที่ 68.0% และเติบโต 11.5% ในช่วง 11 เดือนแรก แผงสวิตซ์เติบโตต่อเนื่อง 23 เดือนที่ 35.1% และเติบโต 29.9% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบเติบโตต่อเนื่อง 20 เดือนที่ 59.9% และเติบโต 64% ในช่วง 11 เดือนแรก ส่งผลให้จิตวิทยาต่อหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET เป็นบวก

ขณะที่หมวดสินค้าที่หดตัวหลัก ได้แก่ ข้าวซึ่งหดตัวต่อเนื่อง 13 เดือน โดยหดตัว 18.7% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และหดตัว 30.3% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่ยางพาราหดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน โดยหดตัว 12% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และเติบโตเพียง 0.7% ในช่วง 11 เดือนแรก ส่งผลให้รายได้เกษตรกรและกำลังซื้อฐานรากยังลดลง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น บล.กรุงศรี แนะนำให้ใช้แนวทาง Selective เก็งกำไรในเชิง Trading โดยเน้นหุ้นกลุ่มส่งออกที่ยังสามารถขยายตัวได้เด่นชัด และเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยบทวิเคราะห์ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยระบุว่า ยอดส่งออกขยายตัว 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 9% เล็กน้อย ขณะที่ยอดนำเข้าเติบโต 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 14.5% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 2.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 84.82 พันล้านบาท

สำหรับยอดสะสม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกของไทยเติบโต 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยอดนำเข้าเติบโต 12.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 11 เดือนแรกขาดดุล 4.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 154.11 พันล้านบาท

ในหมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2568 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยสินค้าเกษตรหดตัว 15.7% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมจะหดตัว แต่ยังมีสินค้าบางรายการที่ขยายตัวได้ นำโดยผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันพืชและสัตว์ และกุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง

ในส่วนของการส่งออกเครื่องดื่มชูกำลัง หดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แม้จะกลับมาขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า 13.5% โดยการเติบโตหลักยังมาจากเวียดนามที่ 27.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่พม่าหดตัว 13.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และ 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกัมพูชามียอดส่งออกกลับมาที่ 0.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังเป็น 0 ต่อเนื่อง 2 เดือน แต่ยังไม่ถือเป็นการฟื้นตัวเต็มรูปแบบ เนื่องจากในภาวะปกติยอดส่งออกไปกัมพูชาอยู่ที่ 10–12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน

Back to top button