KTB บวก 3% กางแผนปี 69 ลุยกลยุทธ์ New Growth Curve เล็งเปิด ‘JV AMC’ ต้นปีนี้

KTB บวก 3% “ผยง ศรีวณิช” กางแผนปี 69 เดินหน้าหาแหล่งเติบโตใหม่ (New Growth Curve) ด้านแผนซื้อหุ้นคืนจำเป็นต้องรอจังหวะเหมาะสม ขณะที่ความคืบหน้าจัดตั้ง JV AMC คาดเปิดตัวได้ในช่วงต้นปี 69 ส่วนกรณีที่กรุงไทยถือหุ้นอยู่ใน “การบินไทย” ยังอุบไต๋ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(8 ม.ค.69) ราคาหุ้นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ณ เวลา 15:07 น. อยู่ที่ระดับ 29.00 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 2.65% ราคาสูงสุด 29.00 บาท ราคาต่ำสุด 28.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.30 พันล้านบาท

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของธนาคารในปี 2569 ยังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภาวะเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในปี 2569 จะอยู่ระหว่าง  1.5-1.8% และจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับจำกัด ส่งผลให้ธนาคารฯ ต้องเร่งปรับกลยุทธ์และแสวงหาแหล่งการเติบโตใหม่ (New Growth Curve) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมของธนาคารในปีนี้ จะยึดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก เช่นเดียวกับปี 2568 ที่เศรษฐกิจมีการปรับประมาณการการเติบโตทาง GDP หลายครั้ง ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อรวมต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง” นายผยง กล่าว

ขณะเดียวกัน ธนาคารฯ ยังคงมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจและลูกค้าเดิมที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและประคองกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ยังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง โดยเน้นการเป็นแหล่งเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยตอบโจทย์ความจำเป็นด้านค่าใช้จ่าย และลดภาระทางการเงินของลูกค้าในระยะยาว

นายผยง กล่าวว่า สำหรับการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารในปีนี้ เพื่อให้อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ ล่าสุด ธนาคารฯ อยู่ระหว่างการจัดตั้งกิจการร่วมทุนกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (JV-AMC) ซึ่งจะจัดตั้งได้ภายในช่วงต้นปี 2569 เนื่องจากกระบวนการจัดตั้งยังต้องผ่านขั้นตอนและการพิจารณาหลายด้าน โดยเฉพาะการขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่มั่นใจว่าการมี JV-AMC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและแก้ไขปัญหา NPL ได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น

ส่วนแผนการซื้อหุ้นคืนของธนาคารที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วในช่วงปี 2568 แต่การดำเนินการจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ “สถานการณ์” และ “ภาวะตลาด” เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ธนาคารมีแนวทางในการบริหารจัดการเงินทุนอย่างหลากหลาย ทั้ง “จ่ายเงินปันผล” และ “ซื้อหุ้นคืน” เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ส่วนกรณีที่ธนาคารฯ มีหุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI อยู่ในพอร์ตนั้น ธนาคารฯ จะพิจารณาการลงทุนบนพื้นฐานของปัจจัยพื้นฐาน โดยมองจากศักยภาพที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยตนเอง ควบคู่กับการประเมินภาพรวมการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว

นายผยง กล่าวในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยว่า ในช่วงปี 2568 เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศ ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือการดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าโดดเด่น หรืออยู่ในระดับสูงกว่าประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะไม่ให้ติดอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้า เนื่องจากการที่เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง จะเท่ากับผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนทางการค้าเพิ่มขึ้นในรูปของความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทในระยะหลัง เชื่อมโยงกับธุรกรรมหลัก 2 ด้าน ได้แก่ การซื้อขายทองคำ และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อมโยงและรอบด้าน เพื่อให้สามารถกำกับดูแลได้อย่างเป็นระบบ โดยประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการและติดตามของหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และผู้ประกอบการไทยในวงกว้าง

Back to top button