
GBS เปิดกลยุทธ์ปี 69 เน้นบริหารต้นทุน-รุกธุรกิจ Wealth ดันรายได้โต 30%
“บล.โกลเบล็ก” ชี้ตลาดหุ้นไทยยังซบเซา เร่งปรับโครงสร้างองค์กรลดต้นทุน และขยายธุรกิจ Wealth Management สินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มเป็นราว 10,000 ล้านบาท คาดปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง 20–30% พร้อมชู 2 ธีมลงทุน “เลือกตั้ง-บาทแข็ง” มองกรอบ SET ปีนี้ 1,200-1,400 จุด
นายธราภุช คูหาเปรมกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) หรือ GBS เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา ภาพรวมธุรกิจหลักทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างมาก และรายได้จากค่าคอมมิชชั่นหดตัวตามสภาพตลาด ดังนั้น หากปี 2569 ไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน ตลาดยังคงมีแนวโน้มซึมตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับตัวเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนและประคองธุรกิจ โดยปิดสาขาย่อยทั้งหมดเหลือเพียงสาขาหลัก พร้อมปรับรูปแบบการทำงานของพนักงานเป็น Work from Home และปรับลดจำนวนพนักงานลง อย่างไรก็ตามพนักงานที่เหลือจะมุ่งเน้นการสร้างรายได้และบริหารฐานลูกค้าอย่างใกล้ชิด
นายธราภุช กล่าวอีกว่า บริษัทได้ขยายโครงสร้างรายได้ออกจากการพึ่งพาค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น การจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และบริการด้านการลงทุนอื่น ๆ ส่งผลให้ธุรกิจ Wealth เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2568 ที่ 3,000–4,000 ล้านบาท เป็นราว 10,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 ในอัตรา 20–30% แบบ Organic จากศักยภาพของทีมงานเดิมควบคู่กับการเสริมบุคลากรเพิ่มเติม
“กลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจ Wealth จะมุ่งเน้นการกระจายการลงทุนในกองทุนรวม โดยเน้นไปที่สินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกการลงทุนใหม่ อาทิ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมอื่น ๆ (Fund of Funds) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน” นายธราภุช กล่าว
ด้านนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ GBS เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยบริษัทมองกรอบดัชนีในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,200–1,400 จุด โดยคาดว่าหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับผู้บริโภคและโครงการขนาดใหญ่เข้ามาหนุนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอาจไม่คึกคักมากนัก เนื่องจากรูปแบบการหาเสียงเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก
ส่วนเชิงกลยุทธ์การลงทุน บริษัทแนะนำ 2 ธีมหลัก ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งและการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น หุ้นสื่อและค้าปลีก อาทิ PLANB, VGI, BEC, TKS และ CPALL ขณะที่อีกธีมหนึ่งคือหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่าและทิศทางดอกเบี้ยขาลง ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโรงไฟฟ้า เช่น ADVICE, COM7, SYNEX, SIS, GULF, BGRIM และ GPSC
พร้อมกันนี้ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเด็นนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัจจัยบวกสำคัญคือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงทั้งในสหรัฐฯ และประเทศไทย ซึ่งอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป
“โดยการอยู่รอดและการเติบโตในช่วงตลาดซบเซา จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด และการกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ เพื่อรอจังหวะที่ตลาดทุนไทยกลับมาฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับนักลงทุนอีกครั้ง” นางสาววิลาสินี กล่าว

