พาราสาวะถี

มามุกเดิมไม่พัฒนาสำหรับพรรคภูมิใจไทย หลังจาก ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคให้สัมภาษณ์ถึงการจับมือตั้งรัฐบาล


มามุกเดิมไม่พัฒนาสำหรับพรรคภูมิใจไทย หลังจาก ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคให้สัมภาษณ์ถึงการจับมือตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่าถ้าไม่นับเรื่องมาตรา 112 วันนี้ พรรคสีน้ำเงินสามารถจับมือตั้งรัฐบาลได้กับพรรคประชาชนกับกล้าธรรม พร้อมกับโยนไฟใส่มือเพื่อไทยด้วยข้อกล่าวหาว่า ร่วมงานกันไม่ได้เพราะพยายามนำเทคโนโลยีเข้ามา แต่นำเข้ามากับกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ปูทางมาขนาดนี้นั่นย่อมไม่ต้องสงสัยว่าการปูด 10 รายชื่อนักการเมืองที่จะถูกดำเนินคดีย่อมหนีไม่พ้นคนของพรรคนายใหญ่

การเดินเกมการเมืองสไตล์นี้อาจเรียกได้ว่า เชื้อไม่ทิ้งแถว ลูกไม้หล่นใต้ต้น หรือเป็น การถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมมาจากกุนซือหมอผีเขมรผู้เป็นพ่อ และผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงิน นั่นเอง ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคก็เล่นบทเก่า การพูดของเลขาธิการพรรคเป็นความเห็นส่วนตัว ทุกอย่างต้องเข้าไปในการประชุมกรรมการบริหารพรรค แบ่งงานกันทำแต่มันคงไม่เนียน ซึ่งเข้าใจได้ว่า เหตุที่ต้องใช้วิธีนี้ เพราะหลังจากที่ออกสตาร์นับตั้งแต่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง กระแส คะแนนนิยมมันไม่มาตามนัด

อีกทางอาจจะพูดได้ว่าความเห็นของไชยชนกนั้น มันเป็นเสียงในหัวที่ไม่ควรจะพูดออกมาให้สาธารณะได้รับรู้ ความจริงก็คือทั้งพรรคไม่อยากร่วมงานกับเพื่อไทย หลังจากได้ยาดีจนทำให้พรรคสีส้มแปรสภาพเป็นฝ่ายค้ำ ดันก้นให้เสี่ยหนูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสำเร็จ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหลายต่างมั่นใจกันว่า นับจากนี้พวกตนคือฝ่ายคุมเกม และผลการเลือกตั้งจะเข้าทางโดยพรรคสีน้ำเงินจะทะยานขึ้นมาชนะเลือกตั้ง แล้วสามารถที่จะจิ้มใครมาร่วมรัฐบาลก็ได้

มีการชี้เป้าไปที่พรรคสีส้มเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยค้ำยันกันจนสามารถตลบหลังพรรคนายใหญ่ได้สำเร็จ มิหนำซ้ำ เหมือนการกินเข้าฮอสสองต่อ พอได้อำนาจกุมความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งแล้ว ยังสามารถล้มกระดานการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของที่ประชุมรัฐสภาลงได้ แม้จะต้องเดินเกมต่อภาคบังคับด้วยการทำประชามติคู่กับการหย่อนบัตร แต่ดูจากแนวโน้มที่ยังไม่มีการปล่อยทีเด็ดเพื่อทำให้การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเข้าทางฝ่ายค้าน เชื่อกันว่าผลที่ออกมารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการจะไม่สามารถแตะได้เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม มันเหมือนโชคชะตาไม่เข้าข้าง ทั้งที่ มีพลังวิเศษอุ้มสม กระแสชาตินิยมเมื่อการสถานการณ์ชายแดนอยู่ในความเงียบสงบ ประโยชน์ที่จะใช้ในการเลือกตั้งก็ลดน้อยถอยลงไป จังหวะเดียวกัน กลับพบว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นติดต่อกันถึงสองวันซ้อน นั่นก็คือ เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มเป็นผลให้คนตายถึง 32 ศพ ตามมาด้วยเครนร่วงใส่รถคนเสียชีวิตอีก 2 รายที่ถนนพระราม 2 ทำให้เกิดคำถามว่า นับตั้งแต่เข้าสู่อำนาจเหมือนการใช่เล่ห์กล มันเหมือนมีอาเพศอะไรบางอย่างหรือไม่

เรื่องสู้รบไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย แต่น้ำท่วมหาดใหญ่นั่นทำให้เสียรังวัด ความเชื่อถือในแง่ความสามารถในการบริหารหดหายไปไม่น้อย โชคดีที่ว่าได้สถานการณ์ชายแดนมาช่วยชีวิต ทำให้กลับมาได้ แต่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถึงจะไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจของฝ่ายบริหาร มันก็ชวนให้คิดต่อไปได้ว่า ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นอีก คนจำนวนไม่น้อยย่อมมองไปยังรัฐบาลรักษาการ เพราะ การได้มาซึ่งอำนาจที่มันไม่ปกติหรือไม่ จึงทำให้บ้านเมืองแต่เจอเรื่องเลวร้าย

ของแบบนี้ห้ามกันไม่ได้ เหมือนอย่างที่อนุทินบอกว่าห้ามเลขาธิการพรรคให้ความเห็นไม่ได้นั่นแหละ ออกอาการกันแบบนี้ ย่อมทำให้เห็นว่าที่วางแผนกันไว้ไม่เป็นไปตามนั้น ตีกัน ทักษิณ ชินวัตร ออกจากวงเลือกตั้งไปแล้ว พร้อม กับใช้พลังดูดมหาศาล บนความเชื่อที่ว่าการไม่มีนายใหญ่จะทำให้เพื่อไทยระส่ำระสาย กลายเป็นว่าพอตั้งหลักได้และการได้แคนดิเดตนายกฯ อย่าง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นตัวชูโรง จากที่คิดว่าเลือกตั้งหนนี้แค่ประคองตัว พรรคสีแดงกลับแรงเกินคาด

ประกอบกับ การซวนเซของพรรคส้มหลังการเป็นฝ่ายค้ำ ถูกซ้ำด้วยผู้สมัคร สส.เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาทั้งที่พรรคต้นสังกัดประกาศไม่เอาเทา เมื่อมีตัวเปรียบเทียบในเก้าอี้แคนดิเดตนายกฯ คนมีสิทธิเลือกตั้งย่อมมองออกว่าใครน่าไว้วางใจมากกว่ากัน แต่เอาเข้าจริง สูตรการเมืองเรื่องพรรคส้มผสมพันธุ์สีน้ำเงินนั้น มันมีแค่โจทย์เดียวที่จะทำได้คือ อนุทินนำลูกทีมชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ประเด็นที่ว่าพรรคสุดโต่งเคยถูกกีดกันให้เข้าสู่อำนาจบริหารตั้งแต่เลือกตั้งหนก่อนนั้น อ่านจากการวางตัวเทคโนแครตหลายรายให้เป็นรัฐมนตรี อาจชูว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนโดยใต้พรรคตัวเองเป็นแกนนำ แต่แท้จริงคือ พร้อมร่วมรัฐบาล นั่นเอง

เป็นไปตามที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้มพยายามอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องไปอุ้มสมอนุทินมาเป็นนายกฯ นั่นแหละว่า หลังจากนี้จะเกิด Grand Compromise” หรือ การประนีประนอมครั้งใหญ่ โดยอ้างว่าเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่ยาวนาน เพื่อเปิดทางให้ประชาธิปไตยก้าวไปข้างหน้าได้ ด้วยอัตลักษณ์ที่เริ่มตนของพรรคส้มจึงต้องอ้างเรื่องประชาธิปไตยเป็นฉากหน้าไว้ก่อน แต่เบื้องหลังเป็นอันรู้กันอยู่แล้วว่าเพื่อเป้าประสงค์ใดกันแน่

เรื่องหลักการ หรืออุดมการณ์นั้น มันเป็นแค่วาทกรรมสร้างภาพเพื่อเป็นเกราะป้องกัน หรือเรียกคะแนนนิยมให้กับตนเองเท่านั้น กรณีความผิดพลาดในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ของพรรคเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า อุดมการณ์ที่พรรคส้มประกาศต่อสาธารณะกับรูปแบบการใช้อำนาจและการตัดสินใจภายในพรรคสวนทางกันอย่างชัดเจน ยังมีเรื่องพรรคพวก เส้นสาย ที่เคยบอกว่า ยึดหลักการเหนือบุคคลจึงไม่มีอยู่จริง ถ้าแน่วแน่ตามแนวทางที่อ้างตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงก้าวไกล พรรคส้มกล้าที่จะประกาศอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใต้ร่มเงาของอนุรักษ์นิยมไม่ว่ากรณีใด หรือไม่

อรชุน

Back to top button