พาราสาวะถี

การเมืองเป็นเรื่องแหกตาอาจจะไม่เกินเลยหากใครจะพูดไปในทำนองนี้ เพราะสิ่งที่เห็นอาจจะไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดเดา


การเมืองเป็นเรื่องแหกตาอาจจะไม่เกินเลยหากใครจะพูดไปในทำนองนี้ เพราะสิ่งที่เห็นอาจจะไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดเดา ในเมื่อ “เขา” อันหมายถึงเหล่าแกนนำของแต่ละพรรคคุยกันหลังฉากจะมีใครรู้ได้ว่าไผเป็นไผ พรรคที่ดูเหมือนทอดไมตรีแต่แท้ที่จริงก็เพียงเพื่อรักษาภาพ จะเป็นการเว้นระยะกับบางพรรค หรือจงใจที่จะทำให้เกิดภาพเช่นนั้น เพื่อหวังในแง่ของคะแนนนิยม แต่สุดท้ายการจับมือกันตั้งรัฐบาลว่ากันว่า มีข้อสรุปกันไปครึ่งค่อนตัวแล้ว

การเมือง 3 ก๊ก บทสรุปของการเข้าสู่อำนาจมันหนีไม่พ้น 2 แนวทางเท่านั้น ภูมิใจไทยจับมือเพื่อไทย หรือภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน โอกาสส้มผสมน้ำเงินนั้นมีความเป็นไปได้น้อยกว่าสูตรแรก เนื่องด้วย ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ได้มีความไว้วางใจพรรคที่เคยมีแนวทางสุดโต่งมาตั้งแต่ต้น แม้จะพยายามปรับเปลี่ยน แสดงออกผ่านการยอมทำตัวเป็นฝ่ายค้ำ ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะจำนนด้วยแรงบีบและข้อเสนออันยากปฏิเสธ หากแต่มีเงื่อนไขที่แกนนำพรรคมองเห็นว่า มีช่องที่จะทำให้ตัวเองได้คะแนนนิยม

นั่นก็คือ การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ทำกันได้แค่ปากซอย ก่อนจะถูกพรรคสายตรงของอนุรักษ์นิยมหักดิบ ล้มเอ็มโอเอ ทำให้ฝันค้างเติ่ง ต้องไปลุ้นเอาในการลงประชามติที่จะเกิดขึ้น แนวทางประนีประนอมครั้งใหญ่จากปากของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงถูกมองเป็นเพียงข้อเสนอเพื่อปูทางเข้าสู่อำนาจบริหาร โดยไม่มีใครการันตีได้ว่า เมื่อได้เกาะขบวนแห่งอำนาจแล้ว จะทำตามทิศทางของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่

ส่วนสูตรที่ว่าพรรคสีแดงจับมือกับพรรคส้ม ความยากมันไม่ได้อยู่ที่ว่าความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เพราะทางการเมืองเรื่องแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างล้วนแต่เป็นวิถีที่ทุกพรรคต่างยึดปฏิบัติกันอยู่แล้ว ยิ่งพรรคที่มีพรรษาทางการเมืองแกร่งกล้าต่างรู้ดี แต่ปัญหาใหญ่หากเพื่อไทยเข้าวินมาแล้วจะไปจับมือกับพรรคประชาชน อยู่ที่การยอมรับของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ขนาดยอมถูกตราหน้าว่าเป็นพวกตระบัดสัตย์ คนของพรรคที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองราย ยังถูกสอยร่วงเก้าอี้ไม่เป็นท่า

ฤทธิ์เดชของขบวนการอยู่ยาวนั้นไม่มีวันที่จะถูกกำจัดไปให้สิ้นซากได้ เบื้องหลังทั้งก่อนดัน อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ระหว่างบริหารบ้านเมือง กระทั่งวันที่ประกาศยุบสภา ล้วนแต่ ถูกกำกับโดยผู้มีอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ถือว่าเป็นคำสำคัญของคณะเผด็จการสืบทอดอำนาจ แม้แต่การย้ายคอกของเหล่าแกนนำของพรรครวมไทยสร้างชาติมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน ก็ล้วนแต่ผ่านการเห็นชอบจากนายที่คนเหล่านั้นเชิดชูนั่นเอง

ต้องจับตาช่วงโค้งสุดท้าย หากการหาเสียงระหว่างพรรคสีแดงและสีน้ำเงิน ถ้าไม่มีการสาดโคลน กล่าวหากันแบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ นั่นจะเป็นการยืนยันถึงแนวโน้มหลังการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับคดีความที่ฝ่ายกุมอำนาจขู่ฟ่อด ๆ โดยเฉพาะเรื่อง 10 รายชื่อนักการเมืองพัวพันแก๊งสีเทา หากไม่มีคนของเพื่อไทยอยู่ในวงจร มีแต่คนพรรคเดียวยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การตัดสินพลาดที่เป็นฝ่ายค้ำ ยังตามหลอกหลอนพรรคส้มไม่เลิก

ในแง่ของคะแนนนิยมผ่านโพลทั้งหลาย นับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2557 ถูกมองกันว่า เป็นเพียงแค่สีสันระหว่างการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีตอีกแล้ว พรรคการเมืองทั้งหลายต่างรู้ดี ผลสำรวจที่ได้กับความจริงที่ปรากฏส่วนใหญ่จะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องนโยบายที่ทุกพรรคใช้หาเสียงนั้น แทบจะไม่ต่างกันยังคงเน้นไปที่ประชานิยม ตัวแปรที่จะทำให้คนตัดสินใจเลือกควบคู่กับการดูแนวทาง และผลงานของแต่ละพรรคคือ หน้าตา ความน่าเชื่อถือของแคนดิเดตนายกฯ

เปรียบเทียบ 3 คน จาก 3 ก๊ก อนุทินภาพของความเป็นตัวแทนอนุรักษ์นิยมเด่นชัด คะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้ไม่หนีไปไหน แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยิ่งมีภาพเช่นนี้อาจสร้างปัญหาของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย เสียด้วยซ้ำ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้มเมื่อเทียบกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในนามพรรคก้าวไกลจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ถือว่าห่างชั้นกันลิบลับ ความเชื่อมือเชื่อมั่นยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

ขณะที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากแรกเริ่มที่เปิดตัวถูกกังขาเรื่องความเป็นคนในเครือข่ายตระกูลชินวัตร แต่ด้วยความเป็นอาจารย์ที่ได้รับความเชื่อถือจากแวดวงวิชาการ ประกอบกับท่วงทำนองในการหาเสียงไม่มีการกล่าวหา ตอบโต้ฝ่ายที่โจมตี พร้อมมีแนวคิด ข้อเสนอที่แปลกใหม่ ทำให้สร้างความน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ส่งผลต่อความนิยมของพรรคสีแดงที่จากเดิมคาดว่าจะหดหาย กระเตื้องขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจ ถ้าใช้จุดนี้ให้คะแนนก็ต้องบอกว่าแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยได้เปรียบคู่แข่งทั้งสองคน

ส่วนบรรดาพรรคตัวประกอบทั้งหลายถ้าพิจารณาจากผลโพลที่ทำกันทางลับ หากสูตรตั้งรัฐบาลลงล็อกดังที่บอกมา คะแนนเสียงของสองพรรคที่จับมือกันจะอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพมากพอ ดังนั้น พรรคขนาดกลางอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกแรก มีความเป็นไปได้ที่ จะมีการเลือกพรรคขนาดไม่เกินสิบเสียงหรือสิบกว่าเสียง แค่ 1-2 พรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยของเสียงในสภา เหตุที่เลือกแนวทางเช่นนี้ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ถ้าสองพรรคใหญ่เคาะกันลงตัวก็ถือว่าจบและน่าจะสงบอยู่กันยาว ๆ เบื้องต้นคุยกันไว้อย่างนี้ ต้องดูช่วงโค้งสุดท้ายถ้าไม่ฟาดฟันกันเอาเป็นเอาตาย หมายความว่าทุกอย่างลงตัว

อรชุน

Back to top button