
KKP พุ่ง 4% หลังโชว์กำไร Q4 โตกว่า 22% รับ NPL-ตั้งสำรองลด
KKP บวกแรง 4% รับกำไรไตรมาส 4 โต 22% แตะ 1,772 ล้านบาท จากการขาดทุนรถยึดลดลง ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น ส่งผลตั้งสำรองต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่เงินกองทุนแกร่งขึ้น BIS Ratio เพิ่มเป็น 17.65%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 ม.ค.69) ราคาหุ้น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ณ เวลา 10:03 น. อยู่ที่ระดับ 70.50 บาท บวก 2.75 บาท หรือ 4.06% สูงสุดที่ระดับ 70.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 69.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 315.80 ล้านบาท
โดย KKP รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิรวม 1,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยปัจจัยดันกำไรมาจากการปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดี โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจไดม์
อย่างไรก็ดี ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารปรับลดลงหากเทียบกับ ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินเชื่อ นอกจากนี้ธนาคารมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวนรวมทั้งสิ้น 708 ล้านบาท ปรับลดลง 22.5% จากไตรมาส 4/2567 ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 4,266 ล้านบาท ปรับลดลง 8.3% จากงวดเดียวกันของปี 2567 โดยหลักจากการหดตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่ มีคุณภาพสูง ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอยู่ที่ 4.5% เทียบกับร้อยละ 4.6 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามต้นทุนทางการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลง สุทธิกับการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อตามการลดลงของอัตราดอกเบี้ย และจากมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้า
แต่หากเทียบกับไตรมาส 3/2568 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.8% จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 4.5% หากเทียบกับ 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากการต้นทุนทางการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2568 KKP มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 5,913 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 17.5% จากปี 2567 โดยปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับตัวลดลงมากหากเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น
“ผลประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ยังเป็นผลมาจากการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ของธนาคารในการมุ่งกระจาย รายได้ และเพิ่มขนาดและสัดส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ส่งผลให้ธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตขึ้นและสามารถช่วยลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ย ตามมาตรการชะลอการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารในช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมา” KKP ระบุ
KKP เผยอีกว่า ในปี 2568 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 18.2% หากเทียบกับปี 2567 โดยหลักจากการเติบโตอย่าง แข็งแกร่งของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้ค่านายหน้าขายประกัน และการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนตามภาวะตลาด
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาด ในการเป็นนายหน้าซื้อขาย หลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง มีส่วนแบ่งตลาดสำหรับปี 2568 ที่ 22.18%
ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง 13.1% โดยหลักเกิดจากการชะลอตัวของ สินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง ประกอบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามทิศทางการปรับลงของอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2568 และจากมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้า ขณะเดียวกันการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการชะลอตัวของสินเชื่อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยรวมของธนาคาร
ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นปี 2568 ปรับตัวลดลง 6.7% จากปีก่อนหน้า ตามการชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นไปตามกรอบเป้าหมายของธนาคารในการมุ่งเน้นบริหารคุณภาพของสินทรัพย์ ในขณะที่ทางด้านคุณภาพสินเชื่อสามารถควบคุมได้ในระดับที่ดี
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 KKP มีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 17.65% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะเท่ากับ 14.89% โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 ของธนาคารเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของทั้งจำนวนคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 83.19% ของเงินกองทุนทั้งสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ดีของเงินกองทุนของธนาคาร สามารถรองรับความเสี่ยง และผลขาดทุนได้ดีที่สุด


