SSP รุกหนัก “ฟิลิปปินส์-ไต้หวัน” ตั้งเป้าขายไฟ 5 ปี ทะลุ 1,000 MW

SSP เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในฟิลิปปินส์ และไต้หวัน รับดีมานด์จากภาคอุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์ วางแผนเติบโตระยะยาว 5 ปี ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตทะลุ 1,000 เมกะวัตต์ หนุนรายได้และสินทรัพย์เติบโตระยะยาว


นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในระยะถัดไป ส่งผลให้บริษัทวางแผนการเติบโตในลักษณะระยะยาวล่วงหน้าเป็นรอบ 5 ปี แทนการวางแผนแบบปีต่อปี เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง และมีระยะเวลาพัฒนาโครงการยาวนาน โดยต้องเริ่มเตรียมการล่วงหน้าก่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ประมาณ 2–3 ปี

ทั้งนี้ SSP ประเมินว่า ความเสี่ยงของธุรกิจโรงไฟฟ้าในหลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต โดยเฉพาะประเด็นด้านความชัดเจนของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้การกระจายการลงทุนทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประเภทพลังงานมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษาผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว

สำหรับประเทศเป้าหมายหลัก บริษัทยังคงให้น้ำหนักกับประเทศไทยเป็นหลัก ขณะที่ประเทศใหม่ที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่เปิดกว้าง มีรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่หลากหลาย และระดับราคาไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงกว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้โครงการพลังงานหมุนเวียนมีความน่าสนใจด้านผลตอบแทน

โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการพลังงานลม Bago ในประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์ ซึ่ง SSP ถือหุ้น 100% และคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 โดยโครงการดังกล่าวยังมีเงื่อนไขรองรับการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมได้ภายใต้กรอบที่กำหนด

สำหรับแผนดำเนินงานในปี 2569 บริษัทคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโครงการที่เริ่ม COD ในช่วงปลายปี 2568 รวมถึงแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทยจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Baan Song และโครงการ Muang Kong ซึ่งคาดว่าจะ COD ในช่วงไตรมาส 4/2569 โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งแห่งละ 9.9 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตติดตั้งโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทยทั้งสิ้น 19.8 เมกะวัตต์

ในภาพรวม SSP ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตติดตั้งจากฐานปัจจุบัน ผ่านการต่อยอดโครงการในประเทศไทย ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ รวมถึงโครงการพลังงานขยะและโครงการที่อยู่ระหว่างรอการประกาศเพิ่มเติม โดยในประเทศไทย โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการ NKH 1 กำลังการผลิตติดตั้ง 33.1 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการ SKN 2 และ SKN 3 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 75.6 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะ COD ในไตรมาส 4/2570

ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการ RCB 1 กำลังการผลิตติดตั้ง 50.2 เมกะวัตต์ คาด COD ในไตรมาส 4/2571 และโครงการ Betten 1–3 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 25 เมกะวัตต์ คาด COD ในไตรมาส 4/2573 ส่งผลให้กำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 183.9 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทมีโครงการพลังงานลมในประเทศไทย ได้แก่ โครงการ VLSK 1 และ VLSK 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 16 เมกะวัตต์ คาด COD ในไตรมาส 4/2573 โดย SSP ถือหุ้นในสัดส่วน 75%

ส่วนในไต้หวัน บริษัทมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Xuejia 1 (Fishery Indoor & Outdoor) กำลังการผลิตติดตั้ง 17 เมกะวัตต์ คาด COD ในไตรมาส 1/2570 และโครงการพลังงานลม Pingtung กำลังการผลิตติดตั้ง 38 เมกะวัตต์ คาด COD ในไตรมาส 4/2571

ทั้งนี้ SSP มองว่า เมื่อรวมโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและทยอยเปิดดำเนินการตามแผน จะสนับสนุนเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้งในระยะ 5 ปีข้างหน้า ให้มีโอกาสแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์ ตามวิสัยทัศน์ที่บริษัทวางไว้จากปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน บริษัทประเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์รวมของ SSP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 20,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ไปสู่ช่วงประมาณ 45,000–50,000 ล้านบาท ภายในกรอบแผน 5 ปี จากการ COD โครงการใหม่และการขยายพอร์ตการลงทุนในหลายประเทศ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในเชิงสัดส่วน โดยบริษัทคาดว่าแนวโน้มกำไรในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากฐานกำไรเดิมและโครงการใหม่ที่ทยอยรับรู้รายได้เต็มปี

Back to top button