MST ลดทุกบรรทัด.!?

ด้วยมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่แห้งเหี่ยว ปี 2568 มีวอลุ่มเทรดเฉลี่ยต่อวันแค่ 41,405 ล้านบาท ลดลง 11.05% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 46,551 ล้านบาท


ด้วยมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่แห้งเหี่ยว ปี 2568 มีวอลุ่มเทรดเฉลี่ยต่อวันแค่ 41,405 ล้านบาท ลดลง 11.05% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 46,551 ล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยติดลบไป 10% ก็น่าคิดว่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องจะอยู่กันยังไง..?? โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์น่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากนะเนี่ย..!?

โอเค…ถ้าค่ายไหนมีแบงก์คอยแบ็กอัพก็จะโชคดีหน่อย อย่าง บล.เกียรตินาคินภัทร มีแบ็กเป็นธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), บล.บัวหลวง มีแบ็กเป็นธนาคารกรุงเทพ, บล.กสิกรไทย มีแบ็กเป็นธนาคารกสิกรไทย และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์  มีแบ็กเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ กลุ่มนี้จะมีธุรกิจ Wealth มาช่วยหนุน ทำให้ยังประคับประคองตัวต่อไปได้…

แต่ค่ายไหนที่เป็นโบรกเกอร์เพียว ๆ ซึ่งมีรายได้หลักจากค่านายหน้า และงานวาณิชธนกิจ (IB) อันนี้จะเหนื่อยหน่อย อย่างบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST ที่โฟกัสกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ประจักษ์ชัดจากงบการเงินงวดปี 2568 ที่รายได้ลดลงแทบทุกบรรทัด ซึ่งสอดคล้องกับวอลุ่มเทรดที่ลดลง..!?

ถ้าเข้าไปซูมโครงสร้างรายได้ของ MST จะเห็นว่ามี 4 ขาหลัก…เริ่มที่ขาแรก เป็นรายได้ค่านายหน้าซึ่งอยู่ที่ 894.88 ล้านบาท ลดลง 162.14 ล้านบาท หรือลดลง 15.34% จากเดิมทำได้ 1,057.02 ล้านบาท

แบ่งเป็น รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ 769.72ล้านบาท  ลดลง 138.27 ล้านบาท หรือลดลง 15.23% เป็นผลมาจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลงจาก 43,495.90 ล้านบาทต่อวัน เหลือ 38,573.50 ล้านบาทต่อวัน หรือลดลง 11.32% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนบุคคล ซึ่งเป็นส่วนรายได้หลักของบริษัทลดลงจาก 36.38% เหลือ 33.07% ทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของนักลงทุนบุคคลลดลงจาก 1,163.04 ล้านบาทต่อวัน เหลือ 885.59 ล้านบาทต่อวัน หรือลดลง 23.86%

ส่วนรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่ 125.16 ล้านบาท ลดลง 23.86 ล้านบาท หรือลดลง 16.01%

ถัดมาขาที่สอง เป็นรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการอยู่ที่ 135.22 ล้านบาท ลดลง 62.02 ล้านบาท หรือลดลง 31.44% เนื่องจากค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ลดลง 70.63 ล้านบาท และค่าที่ปรึกษาทางการเงินลดลง 15.43 ล้านบาท ในขณะที่ค่าธรรมเนียมจากการขายและการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น 21.13 ล้านบาท

ส่วนขาที่สาม รายได้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 852.00 ล้านบาท ลดลง 223.28 ล้านบาท หรือลดลง 20.76% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากในสถาบันการเงินและพันธบัตรรัฐบาลลดลง 97.73 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ลดลง 123.88 ล้านบาท

และขาสุดท้าย รายได้อื่น ๆ อยู่ที่ 339.86 ล้านบาท ลดลง 74.28 ล้านบาท หรือลดลง 17.94% เนื่องจากกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินลดลง 40.68 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ ลดลง 33.60 ล้านบาท

เชื่อแล้วใช่มั้ยว่า รายได้ของ MST ลดลงทุกบรรทัดจริง ๆ ไม่ได้โม้นะ..!!

ทำให้ในปี 2568 แม้ MST พยายามกดค่าใช้จ่ายรวมให้เหลือ 1,944.67 ล้านบาท ลดลง 219.72 ล้านบาท หรือลดลง 10.15% เนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 116.72 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานลดลง 20.13 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายลดลง 18.67 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นลดลง 71.43 ล้านบาท ในขณะที่โอนกลับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 7.22 ล้านบาท…ก็ไม่สามารถชดเชยกับรายได้ที่หายไปได้ 

ส่งผลให้ปี 2568 กำไรสุทธิของ MST เหลือแค่ 220.51 ล้านบาท ลดลง 241.62 ล้านบาท หรือลดลง 52.28% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 462.13 ล้านบาท

แหม๊…เห็นงบ MST แล้ว ก็อดเป็นห่วงโบรกเกอร์ค่ายอื่น ๆ ไม่ได้นะเนี่ย…ซึ่งดูแล้วสถานการณ์น่าจะไม่แตกต่างกัน…

ว่าแต่ปี 2568 ว่าแย่แล้ว เป็นปีงูพ่นพิษ…ปี 2569 จะเป็นม้าไฟ แย่อีกป๊ะเนี่ย..?? 

คงเป็นปีของการบริหารต้นทุนเพื่อประคับประคองตัวให้ก้าวผ่านวิกฤต…โจทย์คือจะบริหารยังไง..?? โดยเฉพาะต้นทุนบุคลากร ซึ่งเป็น Fixed Cost หรือต้นทุนคงที่ 

น่าเห็นใจ MST และบรรดาโบรกเกอร์จริง ๆ พับผ่าสิ…!?

…อิ อิ อิ…

Back to top button