เก็งทองคำ..กอดหุ้นดี

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากขี้ปากคนบ้าอำนาจอย่าง “ทรัมป์” กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ทั่วโลกหวาดผวากันเป็นแถว


ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากขี้ปากคนบ้าอำนาจอย่าง “ทรัมป์” กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ทั่วโลกหวาดผวากันเป็นแถว เพราะตาแก่คนนี้เล่นขนกองทัพเรือเตรียมที่จะถล่มอิหร่าน หากไม่รีบเซ็นข้อตกลงเลิกนิวเคลียร์ แถมสำทับซ้ำว่า รอบนี้จะจัดหนักกว่าเดิมแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้ทั่วโลกหันมาตุนทองคำเพิ่มขึ้น จนราคาพุ่งไม่หยุดไงล่ะคะ

ประเด็นดังกล่าวทำให้นักค้าทองคำมองราคาจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 7,000 เหรียญต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ทะลุ 1 แสนบาท ซึ่งเป็นเหตุให้นักลงทุนแห่เข้าไปเก็งกำไรทองคำกันอย่างคึกคัก เพราะเข้าจังหวะไหนก็ได้กำไรวันยันค่ำ แถมนักเล่นหุ้นก็มีใจให้กับทองมากกว่าหุ้น “โมนิก้า” เลยไม่แปลกใจที่วันนี้ไปไหนก็มีแต่คนเม้าท์เรื่องทอง ซึ่งเป็นผลมาจากทองยังทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์เรื่อย ๆ นะซี

ถึงกระนั้นอีฉันก็ดีใจที่นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวยังให้ความสนใจในหุ้นปันผลเหมือนเดิม หลังมองว่า การนอนกอดหุ้นปันผลคุ้มกว่าการทิ้งเงินไว้ในแบงก์เฉย ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ดัชนียังยืนเกาะแนวรับบริเวณ 1,330 จุดได้เป็นวันที่ 2 และถ้ามองดีๆ จะเห็นว่า วานนี้ที่ดัชนีทรุดตัวลงไปทำโลว์ที่ระดับ 1,326.83 จุด ต่อจากนั้นเด้งกลับขึ้นมาปิดที่ 1,331.07 จุด ลบไป 7.83 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.18 หมื่นล้านบาท มันคือความเชื่อมั่นที่มีต่อหุ้นไทยนะออเจ้า

เหมือนกับอาการที่เกิดขึ้นกับหุ้น TRUE หลังเด้งขึ้นมาปิดที่ระดับ 11.70 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 4.46% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.49 พันล้านบาท ก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อภาพของธุรกิจมีความชัดเจนที่จะมุ่งไปที่เรื่อง “เทคฯ-อินฟราฯ” แบบเต็มตัว ก็รู้ได้ทันทีว่า ผลงานต่อจากนี้จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และยังมีเรื่องปันผลเป็นของแถมให้อีก 5% จึงเป็นจังหวะที่น่าตามกันไปดูยาว ๆ เจ้าค่ะ

เม้าท์ถึงหุ้นที่ฟื้นตัวขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้น BCP เป็นรายถัดมา เพราะการขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 30.50 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 1.67% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 525 ล้านบาท ทั้งที่ต้นเดือน ม.ค. ยืนมึน ๆ อยู่ที่บริเวณ 25 บาท น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลงานที่น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ ผนวกกับนักลงทุนคลายกังวลเรื่องที่ไปพัวพันกับสแกมเมอร์ หุ้นถึงวิ่งกลับขึ้นไปหาระดับเหมาะสมอีกครั้งเจ้าค่ะ

ส่วนรายที่ต้องลุ้นมากเป็นพิเศษ “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้นปูนใหญ่ SCC หลังผลงานปี 68 ออกมาดีกว่าปี 67 แต่เมื่อดูผลงานในช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ที่แสดงผลขาดทุน จึงต้องลุ้นกันว่า ไตรมาส 1 ปี 69 จะทำผลงานออกมาได้ดีขนาดไหน? ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการยืนปิดที่ระดับ 203 บาท ลบไป 13 บาท หรือลงไป 6.02% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.15 พันล้านบาท มีโอกาสเด้งกลับไหม?

เม้าท์ถึงสถานการณ์ของธุรกิจที่เคยลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ตอนนี้เริ่มฟื้นตัวเป็นลำดับ น่าจะมีชื่อของหุ้น EPG รวมอยู่ด้วย และเหตุผลที่ทำให้ “โมนิก้า” เลือกที่จะเอ่ยถึงหุ้นตัวนี้มาจากกำไรในครึ่งปีแรกทำได้เกือบเท่ากับทั้งปีก่อน รวมทั้งเมื่อมองถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในระดับ 4.45% ก็ทำให้เชื่อว่า การยืนปิดที่ระดับ 3.26 บาท เหมาะต่อการลงทุนระยะยาวก็เท่านั้นเองจ้า

เช่นเดียวกับหุ้นเล็กพริกขี้หนูอย่างหุ้น MPJ ซึ่งเป็นเจ้าพ่อลานตู้คอนเทนเนอร์ ก็น่าสนใจในแง่ของกำไรโตต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากปี 66 ทำกำไรไว้ที่ 82.99 ล้านบาท ส่วนปี 67 ทำกำไรไว้ที่ 99.98 ล้นบาท ขณะที่ 9 เดือนปี 68 ทำกำไรไว้ที่ 91.61 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะเห็นว่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่สูงถึงระดับ 8% อีฉันถึงอยากให้นักเล่นประเมินการยืนปิดที่ระดับ 3.72 บาท น่าสนใจเหมือนที่อีฉันบอกไหมคะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button