
MPJ ทุ่มงบพันล้าน เพิ่มพื้นที่ 30 ไร่ รองรับตู้ทะลุ 5 แสนใบ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 30%
MPJ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 20–30% จากธุรกิจโลจิสติกส์และลานตู้คอนเทนเนอร์ เดินหน้าทุ่มงบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่ลานตู้ในแหลมฉบังเพิ่ม 30 ไร่ หนุนศักยภาพรองรับตู้ทะลุ 500,000 ตู้ต่อปี เตรียมรับรู้รายได้ไตรมาส 4 พร้อมแผนขยายคลังสินค้าระยองเฟส 2 หนุนดีมานด์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายไพรัต ภูฆัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงินบริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 20-30% จากการเติบโตกลุ่มธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์และลานตู้คอนเทนเนอร์
ปัจจุบัน MPJ ได้เปิดให้บริการลานตู้คอนเทนเนอร์แห่งใหม่ในพื้นที่แหลมฉบัง ขนาด 19 ไร่ ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ทันทีและมีอัตราการใช้พื้นที่เต็มแล้ว ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก 30 ไร่ ในบริเวณเดียวกัน โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนด้านที่ดินในไตรมาส 2 ปี 2569 เริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3 และสามารถรับรู้รายได้ในไตรมาส 4 ของปีเดียวกัน
สำหรับศักยภาพการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ ลานตู้ขนาด 19 ไร่ สามารถรองรับได้ประมาณ 200,000 ตู้ต่อปี และหากรวมพื้นที่ขยายอีก 30 ไร่ จะเพิ่มความจุได้อีกประมาณ 300,000 ตู้ต่อปี ส่งผลให้กำลังรองรับโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ หากรวมพื้นที่ลานตู้เดิม 42 ไร่ ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี เข้ากับพื้นที่ใหม่ 19 ไร่ และ 30 ไร่ รวมถึงลานตู้ภายใต้การร่วมทุน (JV) อีก 2 แห่ง แห่งละ 24 ไร่ บริษัทจะมีพื้นที่ลานตู้รวมมากกว่า 100 ไร่ในอนาคตอันใกล้
บริษัทวางงบลงทุนปี 2569 รวมทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในพื้นที่แหลมฉบังประมาณ 700 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าที่ดิน 300 ล้านบาท และค่าก่อสร้าง 400 ล้านบาท สำหรับลานตู้ขนาด 19 ไร่ ขณะที่พื้นที่ระยองใช้งบลงทุนราว 300 ล้านบาท โดยโครงการเฟส 2 ขนาด 18 ไร่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569
โดยบริษัทมีคลังสินค้าที่แหลมฉบังและระยองอย่างละ 1 แห่ง พร้อมแผนขยายคลังสินค้าระยองเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 12 เดือน และแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2571 ส่วนระยะเวลาคืนทุน ธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์ราวประมาณ 4-5 ปี และธุรกิจคลังสินค้าประมาณ 7 ปี
ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทดลองใช้รถหัวลากพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 10 คันแรกของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เริ่มประมาณไตรมาส 1/2569 ซึ่งมีระยะวิ่งประมาณ 330 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หากผลตอบแทนอยู่ในระดับที่คุ้มค่า มีแผนขยายการใช้งานเป็น 30–50 คัน โดยเลือกใช้โมเดลการเช่าที่รวมค่าซ่อมบำรุงและประกันภัย เพื่อควบคุมต้นทุนในระยะยาว
ด้านนโยบายเงินปันผล บริษัทยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอตามการเติบโตของกำไร โดยจะประกาศผลประกอบการและอัตราเงินปันผลในช่วงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569